-K.BLOG-

วันเสาร์, กรกฎาคม 18,09

ความรู้คืออะไร

Filed under: KINGnut — soraris @ 7:56 pm

ในรถ ซึ่งประกอบด้วยครอบครัวแสงเขียวงามสี่คนและเราผู้ร่วมทาง แม่เจมเกริ่นด้วยการถามว่า จะเรียนอะไร เจมพูดขึ้นมาว่า

“กิ่งณัฐอยากเข้าอักษร”
ก่อนหน้านี้ เมื่อเราบอกใครๆว่าเราอยากเข้าอักษร จะมีแต่คนถามว่า อยากเป็นครูเหรอ เจอคำถามนี้ทีไร เราก็งงว่า เออ.. อย่างงี้จะมีคณะครุศาสตร์ไว้ทำไม
แต่พ่อแม่เจมกลับเข้าใจ เขาถามคำถามที่อินดี้มาก “อยากเป็นนักเขียนหรือ?” นั่นถูกใจเรา แต่ก็ยากที่จะยอมรับออกไปตรงๆ เราได้แต่อึกอัก ไม่กล้าพูด

พี่คริสต์ซึ่งเรียนอยู่บัญชี สถิติ พูดโพล่งขึ้นมาเสียงดังจนเราตกใจว่า เลือกเรียนที่เราชอบก่อนดีกว่าไม๊ ถ้าเราเก่งจริง มันก็มีงานทำอยู่แล้ว จากนั้นก็แนะนำว่าให้คุยกับพี่แก้ว ซึ่งเรียนอยู่อักษรฯ
แม่เจมเลยบอกให้พี่คริสโทรหาพี่แก้วเดี๋ยวนั้นเลย(เกือบๆสองทุ่ม) พี่คริสโทรไป แม้ในตอนแรกจะอิดออดว่ามันจะเกินไปไหม ที่จะโทรในเวลาแบบนี้

ตัวเราเองยังงงๆและตื่นเต้น เรารู้จักพี่แก้วแต่ไม่สนิทกัน เมื่อได้คุย พี่แก้วก็ใจดีมาก ตอบทุกคำถามที่เราสงสัย และตอบอย่างละเอียด เราคุยกับพี่แก้วจนจวนจะถึงปากซอยหน้าบ้าน ต้องขอวางไปก่อน เวลาที่ใช้ในการปรึกษาอาจจะสั้นไปนิด และไม่ถูกเวลาสักเท่าไหร่

 แต่นั่นก็เพิ่มความมั่นใจให้เราว่า “เลือกเถอะ” ในเมื่อมีโอกาสเลือกครั้งเดียวในชีวิต

 —————

 หลังจากเรียนพิเศษวิชาเลขเสร็จ ก็ลงมานั่งคุยกันที่ชั้นล่างของใบลาน(สถาบันกวดวิชาขนาดเล็ก)

เรารู้สึกได้ว่า หลังจากที่เจมส์ได้ฟังพี่คริสพูดเมื่อคืน ก็เริ่มไม่มั่นใจว่า ตัวเองอยากเรียนอะไร ทั้งที่ตอนแรกก็แน่วแน่วิศวะIT

เมื่อมานั่งคุยกับครูโอ๋ ครูบอกว่า ก็เลือกเรียนที่ตัวเองคิดว่าจะอยู่กับมันได้สิ
เราแย้งว่า ตอบยาก เพราะว่าพวกเราอยู่ในวัยที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ว่า ทำงานอย่างนั้น จะเป็นยังไง ตอบไม่ได้ว่าจะชอบมันหรือเปล่า

ครูโจ้ ผู้สอนพิเศษวิชาเคมีและฟิสิกส์ที่ใบลานถามครูโอ๋ขึ้นว่า จริงๆแล้วโอ๋อยากเรียนอะไร  ..และแล้วความจริงก็เปิดเผยว่า ครูโอ๋อยากเรียนนิเทศศาสตร์(ซึ่งเราก็ว่าบุคลิกให้) แต่ว่าสอบได้ทุนเรียนวิทยาศาสตร์ จนกลายมาเป็นครูสอนฟิสิกส์ทุกวันนี้ แม้ว่าสมัยเรียนจะไม่ชอบวิชานี้เอามากๆ

ครูโจ้บอกว่า เหมือนกัน เมื่อก่อนไม่ชอบเคมีเลย ค่อนข้างแอนตี้ … แต่ปัจจุบันกำลังจะเป็นด็อกเตอร์ด้านเคมี

ชีวิตคนเรามีหลายตัวแปรจริงๆ  อย่างนี้จะรีบให้เด็กตอบตัวเองไปทำไม
“โตขึ้นอยากเป็นอะไร” เด็กไทยอย่างเราเจอคำถามนี้ตั้งแต่ประถม เราว่ามันเร็วไปหน่อยที่ให้เด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งคิดหาคำตอบของคำถามนี้

 จากนั้น เจมส์เลยถามว่า แล้วเป็นครูนี่มีความสุขไม๊ ครูโอ๋ตอบ “ก็มีความสุขเวลาอยู่กับพวกแก(นักเรียนทั้งหลาย)นั่นแหละ” (ปลื้ม….~)

 ครูโจ้เหม่อมองป้าย สถาบันสอนพิเศษ “iใบลาน” ถามว่า ทำไมต้องชื่อนี้ ซึ่งนั่นเป็นคำถามที่ใครหลายๆคนอยากรู้ แต่ไม่อยากถาม

ครูโอ๋ตอบ  i = interactive ซึ่งหมายถึง การเรียนที่นี่ไม่ใช่แค่ครูเป็นผู้ให้ฝ่ายเดียว แต่ทั้งครูและนักเรียนต่างมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน หลายๆครั้ง นักเรียนก็ให้บทเรียนบางอย่างกับครู

ส่วนคำว่าใบลาน ครูโอ๋มองว่า เป็นแหล่งรวบรวมความรู้จากชนรุ่นหลัง นั่นก็คือเป็นการระลึกถึงครูบาอาจารย์ก่อนๆที่เคยสั่งสอนและสั่งสมความรู้นี้มา ทำให้เราเป็นอย่างทุกวันนี้  เพราะเริ่มแรกที่ครูโอ๋ตั้งโรงเรียนนี้ขึ้นมาก็คิดถึงครูที่เคยสอนครูโอ๋มาอีกที อยากจะทำให้ได้อย่างที่ครูเคยทำ  เรียกว่า เป็นการระลึกถึงผู้มีพระคุณ ไม่มีเขา ไม่มีเรา

วารสารภาพของปราบดา

Filed under: KINGnut — ป้ายกำกับ: — soraris @ 11:01 am

ปราบดาโพสต์ไว้ในเว็บบอร์ดไต้ฝุ่น เรื่องวารสารภาพออนไลน์ชื่อ  TYPHOON LAND รวบรวมภาพที่ปราบดาถ่ายตอนท่องเที่ยวในฟิลิปปินส์

เราเข้าไปดูมาแล้ว เป็นภาพสไตล์ “ปราบดา หยุ่น” จริงๆ
อยากรู้ว่าเป็นยังไงก็ลองเข้าไปดู  รับรองว่าไม่เสียเวลาเปล่า

เราเดาว่า ฉบับหน้าๆ คงจะเป็นภาพถ่ายที่ญี่ปุ่น เพราะเขาจะไปเร็วๆนี้ :]
ก็ได้แต่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ

วันจันทร์, กรกฎาคม 13,09

อย่าปล่อยให้บล็อกร้าง!

Filed under: KINGnut — soraris @ 12:13 pm

ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้เข้ามาเขียนอีกตามเคย เนื่องจากสภาวะการขาดแคลนเวลา หรือเรียกอีกอย่างว่า ขี้เกียจตัวเป็นเกลียว(ยืมสำนวนนี้มาจาก WAY ฉบับ เป็นเอกเขนก)

ว่ากันตามจริง เวลาที่จะเข้ามาเขียนนั้นมี แต่เวลาที่จะใช้ไปกับการไตร่ตรองสิ่งรอบๆตัว อย่างที่เคยทำมาเป็นประจำนั้นมัน หดหาย ไป  น้อยนักที่เราจะได้นั่งอยู่คนเดียวเงียบๆ และคิดอะไรบ้าบอคอแตกอย่างเมื่อก่อนได้อีก จึงน่าเสียดายอย่างมากที่ ไม่มีอะไรมาเขียนลงในนี้

ปัญหาคืออะไร?  ปัญหาสามัญดาษดื่นของวัยรุ่นทั่วไป

เราอยู่ม.6 และต้องรีบหาบ้านแห่งใหม่….  มหาวิทยาลัย

แต่ แต่ แต่เราไม่ต้องการให้บล็อกร้างไปมากกว่านี้  ก็จะพยายามเข้ามาเขียน โดยขอให้คนอ่านอย่าคาดหวังอะไรกับงานเขียนเหล่านี้มากนัก เพราะมัน

อาจจะ บ้า บอ คอแตก กว่าเดิมหลายเท่าตัว

:]

—————————————————————-

ปราบดากำลังจะไปญี่ปุ่น  แหม อยากตามไปจริงๆ

วันจันทร์, กรกฎาคม 6,09

a ธรรม ตระเวนเที่ยว

Filed under: KINGnut — soraris @ 8:26 pm

เรานัดกับเพื่อนไว้ที่ BTS หมอชิต ตอน 8.00 น.

ตามคาด .. กว่าจะได้ออกเดินทางก็8 โมงครึ่ง

พวกเราคิดว่าจะพยายามประหยัดค่าใช้จ่าย ด้วยการนั่งรถเมล์ ซึมซับบรรยากาศสองข้างทาง แต่ปัญหาก็คือ จะนั่งสายอะไร และนั่งฝั่งไหน

เมื่อปรึกษากันยังไม่ทันเสร็จดี สาย 44 ก็แล่นเข้ามาจอด เราต่างลังเลเลิ่กลัก ทำท่าจะขึ้น แต่ก็ไม่กล้า จนคนขับบีบแตรราวกับไล่ต้อน เราจึงขึ้นไปนั่งโดยดี โดยที่ยังไม่รู้แน่ว่าจะลงป้ายไหน

เรานั่งรถเมล์ผ่านถนนสายที่ไม่รู้จักมักคุ้น ต้องคอยเปิดหนังสือบอกทาง เป็นสิ่งที่ท้าทายแต่ก็ยังอุ่นใจ ..ว่าถ้าหลงก็ยังมีเพื่อนล่ะหว่า

นั่งมาจนกระทั่งเจอโลหะปราสาท เราก็คาดว่าอีกไม่นานก็ควรจะลง สุดท้ายเรามาถึงจุดหมายแรกได้ด้วยดี ที่นี่..วัดพระแก้ว เราเดินชมความอลังการ จะดีกว่านี้หากที่นี่ไม่มีคนเลย จะเป็นความงดงามในความเงียบงัน สองสิ่งเสริมกันได้อย่างลงตัว

จุดหมายต่อไปคือวัดโพธิ์ เราจะเดินไปแน่นอนแม้ว่าตอนนี้จะเมื่อยมากแล้ว ระหว่างที่ซื้อไอติมกะทิก็ถามคนขาย ว่าวัดโพธิ์ไปทางไหน

เราเดิน เดิน เดิน แต่ไม่เหนื่อยมากเมื่อได้ชมทัศนียภาพร่องรอยความเจริญสมัยก่อน อาคารที่งดงามยิ่งกว่าในละครดงผู้ดี

มาถึงวัดโพธิ์ ก็ขอนั่งพักจนรากงอกไม่อยากลุกกันเลยทีเดียว ลมเย็นระเรื่อยพัดไล่ความร้อน แดดอ่อนๆ ตอนสายไม่ได้ระคายเคืองผิว – บรรยากาศน่านอน

จากวัดโพธิ์เรานั่งตุ๊กตุ๊ก ไปท่าเตียน ขึ้นเรือข้ามฝั่งไปยังวัดอรุณ เดินขึ้นพระปรางค์ ขาขึ้นเหนื่อย เพราะบันไดแต่ละขั้นนั้นสูงมาก แต่ตอนขาลงนี่สิ เสียวยังกับจะโดดตึก ทิพถึงกับเข่าอ่อน ต้องใช้ก้นกระถดลงมาเลยทีเดียว

ขึ้นที่สูงนั้นเหนื่อย แต่หากคิดจะลงมาต้องทำใจและเสี่ยงที่จะร่วงหล่นรวดเร็ว

เรานั่งเรือกลับฝั่ง และเดินทางต่อโดยแท็กซี่ไปยังดิโอลสยาม ไปกินข้าวเที่ยงที่แบล็กแคนยอน(เริ่มไม่ประหยัดแล้ว- -“) จากนั้นก็นั่งปรึกษาว่าจะไปไหนดี เพราะรายการต่อจากนี้ก็อยู่นอกแผนแล้ว

คุยไปคุยมา ลงท้ายด้วยการไป สยาม

แต่พอเดินออกมา เสียงฝนสาดซ่ากระทบโสตประสาท ต่างทำหน้าตกใจ “เห้ย! ฝนตก”

สุดท้ายเลยจำยอมสิ้นเปลืองเพื่อนั่งแท็กซี่ไปที่จุดหมายปลายทาง

เราไปเดินดูหนังสือที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ ซื้อมาคนละเล่มสองเล่ม

ต่อด้วยไปมาบุญครอง ซื้อขนมเบื้องชิ้นใหญ่ สิบบาท แต่ครีมเยอะมากๆๆๆ เห็นแล้วน้ำลายหก กินกันจนปากเลอะ

แต่อะไรที่หวาน กินมากไปก็เลี่ยน

สุดท้าย พวกเราเดินกางร่มฝ่าฝนไปขึ้นรถเมล์ ปอ.29สีเหลืองที่แสนคุ้นเคย ต่างแยกย้ายกลับบ้าน

ด้วยความเหนื่อยล้า

วันเสาร์, กรกฎาคม 4,09

ช่างมันเถอะ

Filed under: KINGnut, สัพเพเหระ — soraris @ 8:03 pm

เราเพิ่งสำนึกว่าตัวเองพูดคำว่า “ช่างมันเถอะ” ฟุ่มเฟือยเกินไป

หลายครั้งที่เสียใจกับอะไร แต่แก้ไขอะไรไม่ได้ เราชอบพูดปลอบใจตัวเองให้คนอื่นฟังว่า ไม่เป็นไร ช่างมัน

แต่ในหัวสมองเราก็ยังคงคิดถึงแต่เรื่องนั้น ทั้งวัน และทุกวัน กินเวลานานทีเดียวกว่าจะทำใจได้จริงๆอย่างที่ปากพูด

คำๆนี้มันก็เหมือนคำพูดแห่งความพ่ายแพ้ เพราะคงไม่มีผู้ชนะคนไหนเอ่ยคำนี้ คำแก้ตัวแห่งความสิ้นหวัง

เชื่อสิว่า ไม่มีใครคิดจะ “ช่างมันเถอะ” จริงๆ

วันจันทร์, พฤษภาคม 18,09

ความเป็นไปได้ในการสมานฉันท์

Filed under: KINGnut — soraris @ 8:00 pm

 

                    ภายในระยะเวลาหลายปีมานี้ ประเทศไทยประสบปัญหาความขัดแย้งต่างๆมากมาย แม้ในจุดเริ่มต้นของปัญหาจะเป็นเพียงความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มหนึ่งที่ออกมาแสดงความคิดเห็นในทางประชาธิปไตย แต่เมื่อความคิดของคนในชาติเริ่มแตกออกเป็นสองฝ่าย กลายเป็นความคิดอันขัดแย้งกันอย่างสุดขั้ว เหตุการณ์เลวร้ายต่างๆก็เกิดขึ้นไล่เรียงมาและรุนแรงขึ้นตามลำดับ จนถึงตอนนี้ เมื่ออยู่ในภาวะสงบแต่ยังไม่คลี่คลาย จึงมีการแสดงพลังของประชาชนกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกร้องความสมัครสมานสามัคคี และสันติวิธี(ที่แท้จริง)ในการแสดงออกทางการเมือง พวกเขาต้องการให้สองฝ่ายประนีประนอม หันหน้ารับฟังความคิดเห็นกัน แม้จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสายตาของประชาชนทั้งประเทศ หากแต่ในสถานการณ์ความเป็นจริง คงไม่ง่ายนักที่จะบอกให้คนเลิกทะเลาะกันในขณะที่ความแค้นยังคุกรุ่น

                    ในเบื้องต้น เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความรุนแรงเหล่านี้เกิดจากความเห็นที่ต่างกัน แต่จะมองว่าเป็นเพียงเสรีภาพทางความคิดไม่ได้ เพราะในการแสดงออกบางอย่างนั้นเป็นผลมาจากการรับข้อมูลโดยไม่ใช้วิจารณญาน กล่าวคือ ไม่ได้ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล และใช้ความคิดชั่งน้ำหนัก ก็ด่วนสรุปโดยไม่กังขาว่า สิ่งนั้นเป็นจริง  เมื่อเป็นดังนี้ จึงไม่อาจมองเป็นเรื่องของเสรีทางความคิดได้แล้ว เพราะจะเห็นได้ว่า กระบวนการทางความคิดนั้นมีบทบาทน้อยมาก แต่ปัญหาสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ แท้จริงคือ ช่องทางในการรับข้อมูลและการตัดสินใจผูกขาดรับสารจากแหล่งแหล่งเดียว นี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการแบ่งสีแบ่งข้างกันอย่างเข้มข้น แต่ถ้าจะให้ฟังข้อมูลจากสองฝั่งฝ่ายในเวลาเดียวกัน จะก่อให้เกิดความสับสนอย่างมาก และก็กลายเป็นว่า ไม่มีข้อมูลใดเลยที่เป็นเรื่องจริง และนั่นเองทำให้สังคมสับสน แตกแยก และมืดมนไร้ทางออก จากที่กล่าวมาเราจะเห็นต้นตอของปัญหาเป็นสองหลักใหญ่ๆ  ได้แก่

                     ประการแรก คือ ความคิดและทัศนคติที่แตกต่าง ตั้งแต่ระดับปัญญาชนที่ถกเถียงกันเรื่องประชาธิปไตยที่แท้จริง จนถึงระดับราษฎรเดินดินทั่วไป ต่างเลือกข้างผู้นำที่ตนศรัทธา เหล่านี้ทำให้เกิดการแบ่งข้าง   แต่ความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นเพียงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่มิได้เป็นปัญหาโดยตัวของมันเอง เพราะหากสังคมใดมองว่า ความแตกต่างทางความคิดเป็นปัญหาแล้วละก็ สังคมนั้นไม่เป็นประชาธิปไตย – เพียงแต่สิ่งที่ผิดพลาดไปคือ “วิธี” ในการแสดงออกทางความคิด อันจะเห็นได้ว่าเต็มไปด้วยความรุนแรง ไม่ใช่เฉพาะการกระทำ แต่รวมถึงคำพูดที่ใช้โจมตีกันนั้น แฝงไปด้วยอารมณ์ส่อเสียด-ใส่ร้าย-ประชดประชัน- ยั่วยุ ก่อให้เกิดความเกลียดชัง เหล่านี้เป็นการแสดงออกที่ไม่ให้เกียรติความคิดของคนอื่น ให้เกียรติเฉพาะตนและพวกพ้อง จึงเกิดปัญหา เช่นกรณีที่ยิงกันตายเพราะถกเถียงประเด็นทางการเมือง ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นเลยนประเทศที่อ้างว่ามีเสรีภาพทางความคิด

 ต้นตอประการแรกที่กล่าวมานี้เป็นเพียงเชื้อไฟเท่านั้น แต่สิ่งที่จุดประกายไฟและโบกสะพัดจนลุกลาม นั้นคือ  ตัวการปลุกปั่นสังคม

                    บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีผลประโยชน์ในทางการเมือง และมีความทะเยอะทะยานสูงบางคน ได้ตั้งตนขึ้นเป็นแกนนำกลุ่มมวลชน เพื่อใช้พลังนั้นผลักดันให้ตัวเองมีชัย เปรียบเสมือนปีนป่ายไปบนร่างกายชาวประชา เพื่อไปคว้าเอาลาภยศและอำนาจ แต่ทั้งนี้มิได้หมายรวมถึงแกนนำทุกคน   เพราะในการประท้วงเพื่อแสดงออกทางประชาธิปไตยอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ก็ควรจะต้องมีแกนนำคอยควบคุมอยู่เสมอ แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราจะเห็นว่าบทบาทของแกนนำนั้นเปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นเพียงผู้วางแผนการเคลื่อนไหวของกลุ่ม กลายเป็นแกนนำผู้มีอำนาจบงการความคิด ของมวลชน โดยใช้หลักจิตวิทยาหรือเล่ห์กล ผูกขาดความคิดของคนในชุมนุมให้มีความศรัทธาในทุกคำพูด จนบางครั้งก็เลยเถิดกลายเป็นความงมงาย ไม่ว่าผู้นำให้ข้อมูลใดมา ก็ไม่จำเป็นต้องคิดสงสัย เพราะเชื่อมั่นเต็มที่ว่า จริงเสมอ – เชื่อว่าผู้นำของตนเป็นผู้ทรงสัจจะ และผู้นำของฝ่ายอื่นก็โกหกพกลมเสมอ การเมืองวุ่นวายไม่มีใครเชื่อใคร เพราะแกนนำทางการเมืองสามารถชักใยฝูงชน โดยไม่ต้องสนกรอบของกฎหมาย ผู้ชุมนุมสำคัญตัวผิดว่า สิ่งที่ตนทำนั้นเป็นการต่อสู้อย่างวีรชน และแม้จะรุนแรงร้ายกาจ คนรุ่นหลังต้องกลับมาสำนึกบุญคุณ

                   ในท้ายที่สุด หากเรามองแต่ภาพรวม โดยไม่สนใจแก่นแกนของปัญหา ก็จะเห็นแต่ความยุ่งเหยิงอลหม่าน ทำให้ต้องถอนใจและพากันบ่นเบื่อการเมือง  การเมืองก็จะถูกเมินเฉยและไร้ทางออกต่อไป แต่ถ้าเราพยายามที่จะติดตามข่าวสาร อ่านบทวิเคราะห์  หรือดูการโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อนในอินเตอร์เนต โดยเปิดใจรับฟังเหตุผลของทั้งสองฝ่าย-เหตุผลที่สมเหตุสมผล มิใช่เหตุผลข้างๆคูๆ เราก็จะเกิดความเข้าใจ แม้ไม่บรรลุจนสามารถวางนโยบายแก้ไขปัญหาได้ แต่เราก็จะรู้ว่าตนเองควรปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อไม่ก่อให้เกิดปัญหา  ไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั้นเสียเอง

                   อย่างน้อยที่สุด การที่เราไปลงคะแนนเลือกตั้งนักการเมืองเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร โดยใช้ความคิดตริตรองมิใช่ความหลงใหล นั่นจะเป็นคะแนนหนึ่งที่มีคุณค่า คะแนนที่เปี่ยมไปด้วยสติปัญญาของผู้คนในสังคมประชาธิปไตย

 

อย่าให้การอ้างประชาธิปไตย ย้อนกลับมาทำร้ายประเทศของเราเอง

มิเช่นนั้น เราก็ยังเห็นการอภิปรายที่น่าขบขันระคนขื่นขม ต่อไปไม่จบไม่สิ้น

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 10,09

หัดเล่น twitter

Filed under: สัพเพเหระ — soraris @ 5:01 pm

twitter ..
ตอนแรกที่เราได้เห็นคำนี้ เราก็ยังงงๆ ด้วยความที่ไม่ค่อยทันสมัยเรื่องเนต
แต่พอเห็นคนพูดถึงบ่อยๆ ก็เปิดเข้าไปดู www.twitter.com และสมัครทันทีโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร คิดซะว่าการที่เราจะศึกษาได้ดีที่สุดคือ การเข้าไปเล่นให้เห็นเอง ว่ามันทำงานยังไง

ตอนนี้ก็เริ่มๆจับหลักได้แล้ว

อยากหาเพื่อนเล่นน่ะ

วันพุธ, พฤษภาคม 6,09

โปลิโอpolitics

Filed under: KINGnut — soraris @ 6:09 pm

(ชื่อเรื่องมาจากคำพูดในหนังสือของ วินทร์ เลียววารินทร์)

บางคนอาจมองว่าปัญหาการเมืองสร่างซาลงไปแล้ว และใกล้จะคลี่คลายแล้ว  ส่งผลให้คนเริ่มไม่ใส่ใจที่จะติดตามผลเท่าไร

ส่วนตัวเรา  อยู่ๆก็นิ่งคิดว่า ถ้าเกิดต้องเขียนเรียงความแบบเป็นเรื่องเป็นราวจริงๆละก็ เราจะเขียนได้ไหม  เลยลองตั้งหัวข้อเรียงความและลงมือเขียนด้วยตัวเอง  ออกแนว ถามเองตอบเอง
ได้หัวข้อว่า” ความเป็นไปได้ในการสมานฉันท์”

เราเขียนอย่างเมามันไปได้สักพัก ก็เริ่มเกิดข้อกังขาเกี่ยวกับแนวคิดของตัวเอง  เรามั่นใจได้อย่างไรว่าแนวคิดจะถูกต้อง  ทั้งต้นตอของปัญหาที่เราวิเคราะห์ และทางออกของประเทศไทยที่เราเขียนลงไป  เราคิดถูกแล้วหรือ?
เพื่อความมั่นใจ เราจึงเปิดคอม(หาเรื่องเล่นเนตนี่เอง) เข้าเว็บ onopen และพยายามอ่านอ่านอ่าน บทความวิเคราห์การเมือง เปล่า ไม่ได้น่าเบื่อเลย  แต่น่าตกใจมากกว่าว่า ในมุมมองบางอย่างที่เราเลือกจะปฏิเสธ อย่างเช่นอมาตยาธิปไตย แต่นักเขียนหรืออาจารย์บางคน กลับใส่ใจและตั้งคำถามกับระบบนี้ 

ว่ามัน ดี หรือ ไม่ดี

แทนที่จะเพิ่มความเข้าใจในทางการเมืองการปกครองให้กับเรา กลับยิ่งเพิ่มความสับสนงงงวย เหมือนถูกข่าวสารข้อมูลสะบัดสมองไปทางโน้นทางนี้ตลอดเวลา
เพราะแนวคิดเก่าที่เคยยึดมั่น ตีกับข้อมูลน่าเชื่อถือใหม่ๆ และยากที่จะปรับรับกันได้ทันที

คำถามที่เรา (และอีกหลายๆคน) ถามกับตัวเอง และไม่สามรถถามคนอื่นได้-เพราะไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น คำถามคือ 

อะไร คือความจริง

หรือว่าความจริงไม่มีอยู่จริงเลยจริงๆ

และเพราะคำถามที่ไม่มีคำตอบอย่างนี้ละมั้ง  สมานฉันท์ จึงเห็นเป็นเพียงตัวอักษรลางๆ

วันพฤหัส, เมษายน 30,09

ว่าด้วย WAY24 และ Six city stompers

Filed under: KINGnut — soraris @ 3:16 pm

ตอนแรกว่าจะไม่เขียนแล้ว แต่เนื่องจากเหงาปากอยากคุย บวกกับไม่มีใครยอมคุยด้วยสักที เลยต้องมาพิมพ์ใส่บล็อกเอา

เมื่อวานเราอ่านWAY นิตยสารที่ออกแนววิพากย์สังคมและอิงการเมืองนิดๆ (แต่รับรองว่าอ่านแล้วไม่น่าเบื่อ)  ไปเจอบทความของ ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์  อาจจะเป็นครั้งแรกด้วยที่เราอ่านงานเขียนของเขา  แม้ว่าสำนวนการเขียนจะไม่หรูหราเล่นศัพท์แสงวิชาการ  แต่เนื้อหาที่เขาเขียนวิจารณ์นี่มันก็แสบๆคันๆดี ในช่วงหนึ่งดูเหมือนจะอิงถึงเหตุการณ์ความไม่สงบของบ้านเมืองที่เพิ่งผ่านพ้นมาไม่นานนี้
ที่ว่า “ผู้ที่เกิดมาเป็นชนชั้นศักดินานั้น ก็อาจจะไม่ใช่ ‘ผู้กดขี่’หรือผู้ที่จะต้องเลว ทราม ต่ำช้า เสมอไป เช่นเดียวกับผู้ที่เกิดมาเป็นชนชั้นกรรมมาชีพ ก็ใช่ว่าจะเป็นผู้ที่ถูกต้องดีงาม เป็นผู้ที่มีเหตุผลความชอบธรรม ในการลุกขึ้นมาต่อสู้ เล่นงานชนชั้นอื่นๆได้อย่างทั่วถึงไปทั้งหมด” 

อืม ฟังอย่างนี้แล้ว ก็น่าจะพอจับใส่ตัวละครได้ถูกว่า ใคร เป็นศักดินา(หรืออมาตยาธิปไตย! ฮา~ฮา) แล้วใครเป็น..  กรรมมาชีพที่อ้างความชอบธรรมซะเหลือเกิน ในการทำลายบ้านเมืองของตัวเอง

สำหรับบทความนี้ก็หาอ่านเพิ่มเติมได้จาก นิตยาสาร WAY ฉบับที่24 ชื่อบทความ”มนุษย์ยุค โพสต์ ดาร์วิน”  โดยชัชรินทร์ ไชยวัฒน์

ต่อมาจากเรื่องหนังสือคือเรื่องเพลง ล่าสุดเราเพิ่งฟังเพลงจากเว็บCoolvoice (ที่ส่งลิงค์ให้กวินไปแล้ว) ได้ฟังเพลงของวง Six city stompers วงที่ในชีวิตนี้เราไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่ได้ฟังก็ โห.  สเป๊กเลย ฟังแล้วรู้สึกไม่อึดอัด ก็ถือว่าผ่าน!

เพลงที่เราจะว่าเพราะหรือไม่เพราะ สำหรับตัวเราเนี่ย  ไม่เจาะลงทฤษฎีดนตงดนตรีอะไรให้มากความ แค่ได้รู้สึกว่า “ฟังแต่ต้นจนจบเพลงโดยไม่รู้สึกอึดอัด”  ก็พอ

แล้วเพลง Exactly like you  ของวงนี้(เอามาคัฟเวอร์น่ะนะ)  เราฟังครั้งแรกก็รู้สึกอย่างที่ว่านั้นเลย

http://www.sixcitystompers.dk/

เข้าเว็บนี้แล้วก็จะได้ฟังอีกหลายเพลง  ส่วนซีดีที่ hitmanjazz นำเข้ามาขายนั้นราคา 380บาท

เราก็ ขอฟังแบบฟรีๆไปก่อน

 

หน้าปกอัลบั้ม

 

 

  

วันอาทิตย์, เมษายน 19,09

บันทึกบ่ายวันอาทิตย์:ขอบคุณปัจจุบัน

Filed under: สัพเพเหระ — soraris @ 5:27 pm

ตอนกลางคืน ตั้งใจไว้ว่าจะลุกขึ้นมาปฏิวัติบ้านที่รกรุงรัง ให้สะอาดเอี่ยมอ่องเหมือนเมื่อตอนที่แม่อยู่

อันที่จริงเรารักความสะอาด   แต่ในขณะเดียวกันก็รักความสบาย (ขี้เกียจทำ ว่างั้นเถอะ)..

วันนี้ เราก็ฮึดสู้ออกแรงทำความสะอาดบ้าน
ในโอกาสที่เป็นวันหยุด คิดว่าจะทำทั้งหมดเลย
แต่พอเห็นกองหนังสือที่ไม่เป็นระเบียบ ก็จัดการเสียก่อน  มันเป็นงานที่เหนื่อยมากๆ
ท้ายสุด ก็ไม่มีเรี่ยวแรงเหลือพอไปทำอย่างอื่นแล้ว  เพราะเทียวแบกหนังสือไปมาหลายรอบ เอาจากตู้นั้นไปไว้ตู้โน้น เพื่อจัดหมวดหมู่หนังสือ

ระหว่างนั่งหอบแฮ่กๆ-ก็พบว่า เรามีหนังสือมากเกินไป
หมายถึง มีมาก แต่ไม่ค่อยได้อ่าน 

อาจจะอ้างเรื่องไม่มีเวลาก็ได้

การที่รื้อค้น จัดหมวดหมู่ ทำให้เราได้พบปะหนังสือที่เคยชื่นชอบเมื่อนานมาแล้ว อย่างเช่นนายขนมต้ม,เด็กกระป๋อง,แม่มด,หลุม,เมื่อคุณตาคุณยายยังเด็ก,บ้านเล็กในป่าใหญ่,โต๊ะโตะจัง และผองเพื่อนเมื่อวัยเยาว์รายอื่นๆอีกมาก  พอมองสำรวจตัวเองในวันนี้ แนวหนังสือที่เราอ่านเปลี่ยนไปมาก จากวัยเด็กอ่านหนังสือแนวมองชีวิตอย่างเรียบง่าย ตอนนี้กลายเป็นอ่านหนังสือหนักสมองและบ้างก็มองโลกแง่ร้าย -

ก็เป็นไปตามกาล :]

แล้วยังเจอหนังสือที่แม่เคยซื้อ  แต่ตอนนั้นเราไม่อ่าน เพราะว่าดูไม่น่าสนุก อย่างไอแวนโฮ นิทานชาดก รักแท้ ฯลฯ  หนังสือเหล่านี้เป็นหนังสือที่ดีมาก แต่เราเพิ่งรู้ค่าก็เมื่อโตขนาดนี้แล้ว 

ก็ดีใจที่มีหนังสือหายากเหล่านี้มาอยู่ในมือ (บางเล่มพิมพ์เมื่อ10ปีที่แล้วและไม่ได้เห็นในร้านหนังสืออีก)

—————————————–

นั่งพักท่ามกลางความร้อนเดือนเมษาฯ วันท้องฟ้าโปร่งใส เหงื่อเราไหลละเลียบแผ่นหลัง

เราคิดเพลินๆว่า เกลียดวันนี้ไม่ได้หมายความว่าเกลียดตลอดไป– ความคิดคนเปลี่ยนไปตามกาลเสมอ 

อะไรในวันนี้ ที่เรายังไม่ค่อยชอบใจ ไม่ค่อยจะชื่นชมมันนัก แต่จำเป็นต้องตัดสินใจเลือกสิ่งนั้น

ก็ไม่แน่ว่า ในอนาคตข้างหน้า มันอาจกลายเป็นสิ่งที่เรารักจนถอนตัวไม่ขึ้นก็ได้

หากเป็นเช่นนั้น ตัวเราในอนาคตจะต้องหวนระลึกมาขอบคุณในการตัดสินใจของตัวเราเองในปัจจุบันอย่างแน่นอน

« เรื่องที่ใหม่กว่าเรื่องที่เก่ากว่า

บลอกที่ WordPress.com .