-K.BLOG-

วันจันทร์, พฤษภาคม 18,09

ความเป็นไปได้ในการสมานฉันท์

Filed under: KINGnut — soraris @ 8:00 pm

 

                    ภายในระยะเวลาหลายปีมานี้ ประเทศไทยประสบปัญหาความขัดแย้งต่างๆมากมาย แม้ในจุดเริ่มต้นของปัญหาจะเป็นเพียงความเคลื่อนไหวของคนกลุ่มหนึ่งที่ออกมาแสดงความคิดเห็นในทางประชาธิปไตย แต่เมื่อความคิดของคนในชาติเริ่มแตกออกเป็นสองฝ่าย กลายเป็นความคิดอันขัดแย้งกันอย่างสุดขั้ว เหตุการณ์เลวร้ายต่างๆก็เกิดขึ้นไล่เรียงมาและรุนแรงขึ้นตามลำดับ จนถึงตอนนี้ เมื่ออยู่ในภาวะสงบแต่ยังไม่คลี่คลาย จึงมีการแสดงพลังของประชาชนกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกร้องความสมัครสมานสามัคคี และสันติวิธี(ที่แท้จริง)ในการแสดงออกทางการเมือง พวกเขาต้องการให้สองฝ่ายประนีประนอม หันหน้ารับฟังความคิดเห็นกัน แม้จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสายตาของประชาชนทั้งประเทศ หากแต่ในสถานการณ์ความเป็นจริง คงไม่ง่ายนักที่จะบอกให้คนเลิกทะเลาะกันในขณะที่ความแค้นยังคุกรุ่น

                    ในเบื้องต้น เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าความรุนแรงเหล่านี้เกิดจากความเห็นที่ต่างกัน แต่จะมองว่าเป็นเพียงเสรีภาพทางความคิดไม่ได้ เพราะในการแสดงออกบางอย่างนั้นเป็นผลมาจากการรับข้อมูลโดยไม่ใช้วิจารณญาน กล่าวคือ ไม่ได้ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูล และใช้ความคิดชั่งน้ำหนัก ก็ด่วนสรุปโดยไม่กังขาว่า สิ่งนั้นเป็นจริง  เมื่อเป็นดังนี้ จึงไม่อาจมองเป็นเรื่องของเสรีทางความคิดได้แล้ว เพราะจะเห็นได้ว่า กระบวนการทางความคิดนั้นมีบทบาทน้อยมาก แต่ปัญหาสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ แท้จริงคือ ช่องทางในการรับข้อมูลและการตัดสินใจผูกขาดรับสารจากแหล่งแหล่งเดียว นี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการแบ่งสีแบ่งข้างกันอย่างเข้มข้น แต่ถ้าจะให้ฟังข้อมูลจากสองฝั่งฝ่ายในเวลาเดียวกัน จะก่อให้เกิดความสับสนอย่างมาก และก็กลายเป็นว่า ไม่มีข้อมูลใดเลยที่เป็นเรื่องจริง และนั่นเองทำให้สังคมสับสน แตกแยก และมืดมนไร้ทางออก จากที่กล่าวมาเราจะเห็นต้นตอของปัญหาเป็นสองหลักใหญ่ๆ  ได้แก่

                     ประการแรก คือ ความคิดและทัศนคติที่แตกต่าง ตั้งแต่ระดับปัญญาชนที่ถกเถียงกันเรื่องประชาธิปไตยที่แท้จริง จนถึงระดับราษฎรเดินดินทั่วไป ต่างเลือกข้างผู้นำที่ตนศรัทธา เหล่านี้ทำให้เกิดการแบ่งข้าง   แต่ความคิดเห็นที่แตกต่างเป็นเพียงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นเท่านั้น แต่มิได้เป็นปัญหาโดยตัวของมันเอง เพราะหากสังคมใดมองว่า ความแตกต่างทางความคิดเป็นปัญหาแล้วละก็ สังคมนั้นไม่เป็นประชาธิปไตย – เพียงแต่สิ่งที่ผิดพลาดไปคือ “วิธี” ในการแสดงออกทางความคิด อันจะเห็นได้ว่าเต็มไปด้วยความรุนแรง ไม่ใช่เฉพาะการกระทำ แต่รวมถึงคำพูดที่ใช้โจมตีกันนั้น แฝงไปด้วยอารมณ์ส่อเสียด-ใส่ร้าย-ประชดประชัน- ยั่วยุ ก่อให้เกิดความเกลียดชัง เหล่านี้เป็นการแสดงออกที่ไม่ให้เกียรติความคิดของคนอื่น ให้เกียรติเฉพาะตนและพวกพ้อง จึงเกิดปัญหา เช่นกรณีที่ยิงกันตายเพราะถกเถียงประเด็นทางการเมือง ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นเลยนประเทศที่อ้างว่ามีเสรีภาพทางความคิด

 ต้นตอประการแรกที่กล่าวมานี้เป็นเพียงเชื้อไฟเท่านั้น แต่สิ่งที่จุดประกายไฟและโบกสะพัดจนลุกลาม นั้นคือ  ตัวการปลุกปั่นสังคม

                    บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีผลประโยชน์ในทางการเมือง และมีความทะเยอะทะยานสูงบางคน ได้ตั้งตนขึ้นเป็นแกนนำกลุ่มมวลชน เพื่อใช้พลังนั้นผลักดันให้ตัวเองมีชัย เปรียบเสมือนปีนป่ายไปบนร่างกายชาวประชา เพื่อไปคว้าเอาลาภยศและอำนาจ แต่ทั้งนี้มิได้หมายรวมถึงแกนนำทุกคน   เพราะในการประท้วงเพื่อแสดงออกทางประชาธิปไตยอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ก็ควรจะต้องมีแกนนำคอยควบคุมอยู่เสมอ แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราจะเห็นว่าบทบาทของแกนนำนั้นเปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็นเพียงผู้วางแผนการเคลื่อนไหวของกลุ่ม กลายเป็นแกนนำผู้มีอำนาจบงการความคิด ของมวลชน โดยใช้หลักจิตวิทยาหรือเล่ห์กล ผูกขาดความคิดของคนในชุมนุมให้มีความศรัทธาในทุกคำพูด จนบางครั้งก็เลยเถิดกลายเป็นความงมงาย ไม่ว่าผู้นำให้ข้อมูลใดมา ก็ไม่จำเป็นต้องคิดสงสัย เพราะเชื่อมั่นเต็มที่ว่า จริงเสมอ – เชื่อว่าผู้นำของตนเป็นผู้ทรงสัจจะ และผู้นำของฝ่ายอื่นก็โกหกพกลมเสมอ การเมืองวุ่นวายไม่มีใครเชื่อใคร เพราะแกนนำทางการเมืองสามารถชักใยฝูงชน โดยไม่ต้องสนกรอบของกฎหมาย ผู้ชุมนุมสำคัญตัวผิดว่า สิ่งที่ตนทำนั้นเป็นการต่อสู้อย่างวีรชน และแม้จะรุนแรงร้ายกาจ คนรุ่นหลังต้องกลับมาสำนึกบุญคุณ

                   ในท้ายที่สุด หากเรามองแต่ภาพรวม โดยไม่สนใจแก่นแกนของปัญหา ก็จะเห็นแต่ความยุ่งเหยิงอลหม่าน ทำให้ต้องถอนใจและพากันบ่นเบื่อการเมือง  การเมืองก็จะถูกเมินเฉยและไร้ทางออกต่อไป แต่ถ้าเราพยายามที่จะติดตามข่าวสาร อ่านบทวิเคราะห์  หรือดูการโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อนในอินเตอร์เนต โดยเปิดใจรับฟังเหตุผลของทั้งสองฝ่าย-เหตุผลที่สมเหตุสมผล มิใช่เหตุผลข้างๆคูๆ เราก็จะเกิดความเข้าใจ แม้ไม่บรรลุจนสามารถวางนโยบายแก้ไขปัญหาได้ แต่เราก็จะรู้ว่าตนเองควรปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อไม่ก่อให้เกิดปัญหา  ไม่กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั้นเสียเอง

                   อย่างน้อยที่สุด การที่เราไปลงคะแนนเลือกตั้งนักการเมืองเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร โดยใช้ความคิดตริตรองมิใช่ความหลงใหล นั่นจะเป็นคะแนนหนึ่งที่มีคุณค่า คะแนนที่เปี่ยมไปด้วยสติปัญญาของผู้คนในสังคมประชาธิปไตย

 

อย่าให้การอ้างประชาธิปไตย ย้อนกลับมาทำร้ายประเทศของเราเอง

มิเช่นนั้น เราก็ยังเห็นการอภิปรายที่น่าขบขันระคนขื่นขม ต่อไปไม่จบไม่สิ้น

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 10,09

หัดเล่น twitter

Filed under: สัพเพเหระ — soraris @ 5:01 pm

twitter ..
ตอนแรกที่เราได้เห็นคำนี้ เราก็ยังงงๆ ด้วยความที่ไม่ค่อยทันสมัยเรื่องเนต
แต่พอเห็นคนพูดถึงบ่อยๆ ก็เปิดเข้าไปดู www.twitter.com และสมัครทันทีโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร คิดซะว่าการที่เราจะศึกษาได้ดีที่สุดคือ การเข้าไปเล่นให้เห็นเอง ว่ามันทำงานยังไง

ตอนนี้ก็เริ่มๆจับหลักได้แล้ว

อยากหาเพื่อนเล่นน่ะ

วันพุธ, พฤษภาคม 6,09

โปลิโอpolitics

Filed under: KINGnut — soraris @ 6:09 pm

(ชื่อเรื่องมาจากคำพูดในหนังสือของ วินทร์ เลียววารินทร์)

บางคนอาจมองว่าปัญหาการเมืองสร่างซาลงไปแล้ว และใกล้จะคลี่คลายแล้ว  ส่งผลให้คนเริ่มไม่ใส่ใจที่จะติดตามผลเท่าไร

ส่วนตัวเรา  อยู่ๆก็นิ่งคิดว่า ถ้าเกิดต้องเขียนเรียงความแบบเป็นเรื่องเป็นราวจริงๆละก็ เราจะเขียนได้ไหม  เลยลองตั้งหัวข้อเรียงความและลงมือเขียนด้วยตัวเอง  ออกแนว ถามเองตอบเอง
ได้หัวข้อว่า” ความเป็นไปได้ในการสมานฉันท์”

เราเขียนอย่างเมามันไปได้สักพัก ก็เริ่มเกิดข้อกังขาเกี่ยวกับแนวคิดของตัวเอง  เรามั่นใจได้อย่างไรว่าแนวคิดจะถูกต้อง  ทั้งต้นตอของปัญหาที่เราวิเคราะห์ และทางออกของประเทศไทยที่เราเขียนลงไป  เราคิดถูกแล้วหรือ?
เพื่อความมั่นใจ เราจึงเปิดคอม(หาเรื่องเล่นเนตนี่เอง) เข้าเว็บ onopen และพยายามอ่านอ่านอ่าน บทความวิเคราห์การเมือง เปล่า ไม่ได้น่าเบื่อเลย  แต่น่าตกใจมากกว่าว่า ในมุมมองบางอย่างที่เราเลือกจะปฏิเสธ อย่างเช่นอมาตยาธิปไตย แต่นักเขียนหรืออาจารย์บางคน กลับใส่ใจและตั้งคำถามกับระบบนี้ 

ว่ามัน ดี หรือ ไม่ดี

แทนที่จะเพิ่มความเข้าใจในทางการเมืองการปกครองให้กับเรา กลับยิ่งเพิ่มความสับสนงงงวย เหมือนถูกข่าวสารข้อมูลสะบัดสมองไปทางโน้นทางนี้ตลอดเวลา
เพราะแนวคิดเก่าที่เคยยึดมั่น ตีกับข้อมูลน่าเชื่อถือใหม่ๆ และยากที่จะปรับรับกันได้ทันที

คำถามที่เรา (และอีกหลายๆคน) ถามกับตัวเอง และไม่สามรถถามคนอื่นได้-เพราะไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น คำถามคือ 

อะไร คือความจริง

หรือว่าความจริงไม่มีอยู่จริงเลยจริงๆ

และเพราะคำถามที่ไม่มีคำตอบอย่างนี้ละมั้ง  สมานฉันท์ จึงเห็นเป็นเพียงตัวอักษรลางๆ

บลอกที่ WordPress.com .