เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งของเราเิพิ่งเปิดบล็อกเป็นของตัวเอง
เราเข้าไปอ่านแล้ว — ความคิดเขาคม ทีเดียว
อยากให้ลองเปิดเข้าไปอ่านกันดู
เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งของเราเิพิ่งเปิดบล็อกเป็นของตัวเอง
เราเข้าไปอ่านแล้ว — ความคิดเขาคม ทีเดียว
อยากให้ลองเปิดเข้าไปอ่านกันดู
เวลาประมาณ 11:30 น. เขากำลังนั่งรถเมล์เพื่อกลับบ้าน
แดดเปรี้ยงๆปลายเดือนมีนาสาดมาทั่วทั้งท้องถนน กระจกรถยนต์บางบานสะท้อนแสงมาแยงตาจนเขาต้องเอี้ยวตัวหลบมุม
ไม่คิดว่ารถจะติดขนาดนี้ ไม่นั้นคงยอมเสียเงินเพิ่มสักหน่อยเพื่อนั่งรถเมล์แอร์เย็นๆ
สักพักรถเคลื่อนตัว -สามวินาที แล้วหยุดนิ่งอีกครั้ง
ลมร้อนโบกพัดผ่านหน้าต่างเข้าตัวรถ เขารู้สึกเหมือนโดนน้ำร้อนๆลูบไล้บนใบหน้า เหงื่อกาฬไหลตามแผ่นหลังและที่ขมับ
เขายืดตัวตรง หลับตา แล้วสูดลมหายใจลึกๆเพื่อลดความตึงเครียด
แต่ลมหายใจพลันสะดุดกึก เมื่อสัมผัสได้ถึงแก๊สมลพิษและควันดำที่เข้าไปเต็มๆปอด กลิ่นเคมีเจือจางยังคั่งค้างอยู่ในโพรงจมูก
เขาจึงถอนหายใจด้วยความหน่ายแทน
ทอดสายตามองข้างทาง นั่น ที่ป้ายรถเมล์หน้าตลาด หญิงชราหลังโก่ง ผมหยิกเทาคนหนึ่งกำลังโบกรถเมล์อย่างเหนื่อยอ่อนท่ามกลางแดดแผดเผา
รถเบรกเอี้ยด อย่างเชื่องช้า แต่หญิงชราช้ากว่ามากนัก แกก้าวอย่างเต่าคลาน มือลากถุงพลาสติกสีสดขนาดใหญ่อย่างทุลักทุเล พยายามยกตัวขึ้นบันไดรถ
เพียงขาทั้งสองพ้นจากพื้น(แต่ไม่ได้หมายความว่ายืนอย่างมั่นคงแล้ว) คนขับก็กระชากรถเมล์ออกตัวไป โดยที่ยังไม่ได้ปิดประตู
ท่ามกลางสายตาคนทั้งรถ หญิงชราที่แข้งขาไม่แข็งแรง ข้อเข่าเล่าก็อ่อน ส่งเสียงอุทานพร้อมทรุดล้มลงตรงชานบันได และก่อนที่จะกลิ้งตกลงไปบนพื้นถนนแกก็รีบปล่อยมือจากถุงเพื่อคว้าเสาเอาชีวิตรอด
ยังไม่ทันที่แกจะกึ่งเดินกึ่งคลานให้พ้นบันได โดยพยายามตะเกียกตะกายดึงถุงหนักๆนั้นมาด้วย ประตูรถเมล์ก็รีบปิดจนกระแทกเข้าตัวแกอีกรอบ
เขามองหน้าที่ซีดเผือดบนริ้วรอยเหี่ยวย่นนั้น และเพิ่งตระหนักได้ว่าควรจะลุกให้นั่ง แต่ยังไม่ทันที่ก้นจะยกขึ้นพ้นเบาะ ใครอีกคนก็สละที่นั่งให้เรียบร้อยแล้ว
เขาจึงนั่งลงตามเดิม พร้อมหัวใจที่เต้นระรัว
ตลอดทาง มีหลายครั้งที่เผลอชำเลืองมองหญิงชรา ภาพที่เห็นทำให้เขารู้สึกหดหู่
เมื่อยามเย็นมาเยือน เขานั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ พลางครุ่นคิดถึงเหตุการณ์วันนี้
เขานึกถึงสีหน้าหวาดหวั่นของหญิงชราแล้วพลันใจหาย
นี่เขาคิดอะไรอยู่..
คิดเคียดแค้นคนขับ?
หรือคิดเคืองคนอื่นๆที่โดยสารรถคันนั้น ทำไมทุกคนนั่งนิ่งเป็นซากศพ ไม่มีใครเลยเข้าช่วยเหลือเลยสักคน
หรือแท้จริง เขาโกรธตัวเองที่สุด.. นี่เขาสูญเสียความเป็นมนุษย์ไปแล้วหรือ ทำไมไม่ยอมไปช่วยตั้งแต่แรก ?
อาจเป็นที่สังคมเสี้ยมสอนเขาให้ด้านชาจนคิดไปว่า — ไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
ท่ามกลางความมืดมิด เขาฝันเห็นยายของเขาล้มลงและร้องไห้ .. ท่ามกลางกระแสคนที่เดินผ่านไป โดยไม่แม้แต่ชำเลืองมอง
เราชอบกินเกี๊ยว แต่เวลาสั่งก๋วยเตี๋ยวมาทีไร ต้องกินอย่างอื่นให้หมดเสียก่อน จึงค่อยละเลียดเกี๊ยวอย่างเปรมปรีด์
แต่ก็มีบางครั้งเหมือนกัน
ที่ปริมาณก๋วยเตี๋ยวเยอะมาก กว่าจะกินหมดก็อิ่มแปร้พุงกาง ตอนกินเกี๊ยวเลยไม่อร่อยเท่าที่ควร
เราอยากกินเกี๊ยวมากที่สุด แต่ทำไมเราต้องรอเอาไว้กินทีหลังล่ะ
ทำไมไม่กินซะเลย หรือเพราะแค่หวังว่าจะปิดฉากอย่างสวยงาม
หลายคนทำงานงกๆ โดยหวังว่าตอนแก่คงสบายมีความสุข มั่นคง นอนเอกเขนกไม่ต้องทำอะไรแล้ว
กว่าจะถึงจุดนั้น ทนทรมาณไปหลายสิบปี โดยมีภาพฝันเป็นเครื่องบูชายึดเหนี่ยวใจ
ทำไมเราไม่ทำให้มันมีความสุขเสียตอนนี้เลยล่ะ
เพราะตอนบั้นปลาย ไม่แน่.. อาจจะตายเร็วกว่าที่คิด วะฮ่าๆๆ
ปล. อากาศร้อนมาก คนเขียนบ้าไปแล้ว
หากผู้อ่านท่านใดแวะเวียนผ่านเข้ามา เพราะเกิดอาการคันลูกตาอยากหาอะไรอ่าน
แต่เราไม่มีอะไรจะเขียน
… ขอแนะนำให้อ่าน บทสัมภาษณ์นักเขียนที่ชื่อ อนุสรณ์ ติปยานนท์ มีเนื้อหายาวได้ใจ และอ่านกันจนตาค้างกันไปเลย
รับรองได้ว่าความคิดของเขาคมคายยิ่งนัก อ่านแล้วจะอึ้งว่า เราก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ทำไมมิติความคิดเขาช่างซับซ้อนกว่าเราหลายเท่า
ใครที่สายตาว่างงาน ก็เข้าไปอ่านกันให้อิ่มหนำเลย
วันนี้อาจกลายเป็นวันขี้เกียจแห่งชาติ
เพราะหากเมื่อใดร่างกายของเราสัมผัสที่นอน ร่างกายมันกลับโอนอ่อนหมดเรี่ยวแรงราวกับเพิ่งทำงานหนักมาไม่ปาน
ชีวิตคนกรุงมันสบายเกินเหตุนะ เราว่า..
อิดออดก็บอกว่าเหนื่อยล้า ทั้งๆที่ชีวิตสะดวกสบายกว่าชาวชนบท น้ำท่าข้าวปลามีพร้อมสรรพ น้ำประปาใสสะอาดมีให้ใช้ทุกเวลาที่อยากอาบน้ำ
ในต่างจังหวัด บางที (ถ้าโชคร้าย).. วันไหนแม้อากาศร้อนผะผ่าวแทบลมจับ น้ำประปาดันไม่ไหล ก็ต้องทนทรมาณกันไป
ที่มาเปิดประเด็นเรื่องนี้ก็เพราะว่า เพิ่งอ่านหนังสือเรื่องเสเพลบอยชาวไร่ เป็นเรื่องราวของชาวชนบทที่หากินบนผืนดิน เป็นทั้งที่เกิด ที่อยู่ และที่ตาย .. ไม่มีอะไรวุ่นวายไปกว่านั้น ซื้อขายแลกเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจพอเพียงร้อยเปอร์เซนต์ ช่วงเวลาที่ต้องอดต้องแล้งก็มีบ้าง แต่สะท้อนชีวิตคนไทยยามที่ไร้เครื่องประดับฟุ่มเฟือยได้ดี
แท้ที่จริงแล้วชีวิตพอเพียงที่เราชาวไทยเฝ้าหวังว่าจะได้ครอบครอง มันก็คือชีวิตชาวชนบทสมัยโบราณกาล ก่อนยุคที่ชาวกรุง(ผู้เจริญทั้งหลาย?) เข้าไปเปลี่ยนแปลงจนเละตุ้มเป๊ะ
—- ช่วงนี้คนตกงานกันเยอะ
เป็นเหตุให้ รายการข่าวทีวีทั้งหลายต่างก็นำเสนอช่องทางทำงานใหม่ๆ อาชีพหลากหลายที่คนทั่วไปนึกไม่ถึง
งานที่เหล่านักเรียน นิสิต นักศึกษาไม่เคยคิดวาดฝันว่า “อยาก”จะเป็น
แหม.. ก็มันไม่โก้หรู เอาไปอวดใครอย่างผึ่งผายเหมือนการเป็นหมอหรือทนายไม่ได้ –แต่มันก็เป็นงาน ที่แลกเงินมาซื้อข้าวกิน
เมื่อก่อน พวกเราอาจมีโอกาสมากกว่านี้ มีให้เลือกระหว่าง งานระดับลูกจ้างกับงานระดับเจ้าคนนายคน
แต่ตอนนี้คงต้องเลือกระหว่างมีงานทำหรืออดอยาก เสียมากกว่า
ยิ่งเรื่องมาก บ่นกระปอดกระแปด สู้งานหนักไม่ได้อย่างเด็กกรุงเต้บสมัยปัจจุบัน …อาจจะอดตายเอา
—-
เราจินตนาการถึงอะไรที่สาหัสกว่านั้น ถ้าหากวันนึงทุนนิยมล่มสลายถึงกาลอวสาน
เด็กกรุงจะอยู่อย่างไร? ชีวิตการศึกษาเรียนมาแต่ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ สังคม ภาษาต่างชาติ ฯลฯ
แต่ปลูกพืชอะไรไม่เป็นเลยสักอย่าง อาจสายเกินไปที่ประเทศไทยจะหวนกลับไปสู่สังคมเกษตรกรรม
สังคมที่พึ่งพาตัวเองได้ ไม่ต้องง้อต่างชาติด้วยการพยายามฟุดฟิดฟอไฟ
หรือเราจะหวังแค่ได้นั่งกระดิกเท้า รอคนมาป้อนข้าวใส่ปาก
เพราะว่าได้ยินข่าวการเสียชีวิตของพญาอินทรีย์ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ (15 มีนาคมที่เพิ่งผ่านพ้นมา)
เราจึงเข้าเว็บสวนทูนอิน เพื่ออ่านรายละเอียดของข่าวเพิ่มเติม
และหลังจากที่อ่านข่าวจบแล้ว ก็ยังคงเพ่นพ่านอยู่ในเว็บนั้น ไปเจอบทความที่เกี่ยวกับปราบดา หยุ่น ชุดหนึ่ง (3ตอนต่อกัน) ที่ผู้เขียยนวิพากษ์ต่องานเขียนและต่อชื่อเสียงของปราบดา ได้อย่างน่าสนใจ
ปราบดา หยุ่น ตัวจริงซีไรท์ หรือนักเขียนภาษาวิบัติ (1) – Sakdinon
เราอยากจะร้องไห้ทุกครั้ง เมื่อจำต้องคิดว่า เรานั่นแหละที่รักแต่ตัวเอง..
ไม่ใช่สิทธิ์ของเราที่จะไปปั่นป่วนระบบชีวิตใคร
ไม่ใช่สิทธิ์ของเราที่จะไปทำให้เขาไม่สบายใจ
ไม่ใช่หน้าที่ใดๆที่เราจะต้องสอดส่อง ซอกซอนวิถีชีวิตของเขา
หากนานไป เราอาจล้ำเส้นเข้าวันใดวันหนึ่ง -ถึงวันนั้นอาจไม่มีสำนึก คิดไปว่าเป็นสิทธิของตัว
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เราทำลงไปอาจเป็นเพราะความต้องการครอบครอง ..เราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น
เราไม่อยากรักได้แค่ตัวเอง เพราะชีวิตคงหมดความสวยงามถ้าเรารักคนอื่นไม่เป็นเลย
เราไม่เคยกังวลหรอกนะ. ว่าการที่ใครบางคนเข้ามาในชีวิตเรา จะก่อให้เกิดผลเสียกับเราหรือไม่
ถ้าเขามาพร้อมความรัก
ที่เรากลัวมากกว่าคือ เราอาจทำร้ายเขาวันใดวันหนึ่ง แย่ที่สุดคืออาจทำไปโดยไม่รู้ตัว
บางทีความต้องการที่จะอยู่ใกล้ชิดกัน มันอาจจะเป็นส่วนที่ซ้อนทับกันระหว่าง ความรักที่มีให้คนอื่นกับความรักที่มีให้กับตัวเอง
เหมือน A ∩B
แต่สุดท้ายเราอาจจะต้องทำให้เป็นเหลือแค่ A-B
เพราะหากเราใกล้ชิดกันมากเกินขอบเขต ความรักอาจเป็นสิ่งที่ชั่วร้าย
มันเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เรารู้สึกว่า คิดอะไรอย่างมีเหตุผลนี่มันยากจริงๆ หากใจมันเป็นฝ่ายค้าน
ก่อนเคยคิดว่ารักต้องอยู่ด้วยกันตลอด เติบโตจึงได้รู้ความจริง
หากเคียงชิดใกล้….( แต่เธอต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อฉัน)
ประโยชน์ที่ใด…( หากรักทำร้ายตัวเอง)
หากเดินแนบกาย…( มีพลั้งต้องล้มลงเจ็บ ด้วยกัน)
ห่างเพียงนิดเดียว…( ให้รักเป็นสายลมผ่านระหว่างเรา)
แบ่งที่ว่างตรงกลางไว้คอย เพื่อให้เธอได้ตามหาฝัน ของเธอ(เพลง ที่ว่าง วงพอส)
ช่วงนี้เรารู้สึกเหนื่อยมาก ยิ่งมองคนอื่นๆสบาย ความเหนื่อย ก็ดูเหมือนเพิ่มพูนคูณทวี
พวกเขาเริ่มจะพักผ่อนหย่อนใจกันแล้ว แต่เรายังคงต้องลุยต่อกับงานบางอย่าง งานที่ดูเหมือนเราไม่จำเป็นต้องทำในวัยนี้
มาพิจารณาดูแล้ว สิ่งที่เรากำลังทำอยู่มันไม่ได้หนักหนาอะไรเลย อาจจะเหนื่อยแต่ทำแล้วไม่ถึงตาย ไม่ต้องใช้แรงงานจนถึงขั้นเจ็บไข้ และอันที่จริง คนรุ่นเดียวกับเราอีกมากมายก็ทำงานที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่างานของเรา
เราอ่านนิยายเรื่องหนึ่ง มีตัวละครชื่อนางาซาว่า หนุ่มคนนี้สมบูรณ์แบบ ทั้งหัวดี เรียนเก่ง ขยัน หล่อเหลา สาวติด.. ดีทุกอย่าง
และเขาคงมีความสุขดี ก็ไม่เห็นมีครั้งไหนที่เขาร้องไห้ฟูมฟายให้กับชีวิต
คำพูดประโยคนึง ที่เราอ่านครั้งเดียวแล้วสะดุดกระเด็นหลุดเข้ามาประทับสมอง
“มีแต่พวกรูทวารเท่านั้นที่จะสงสารตัวเอง” นางาซาว่าพูด
เราไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมประโยคนี้ถึงได้พิเศษกับเรานัก
คนอื่นอาจจะเห็นว่าเป็นประโยคธรรมดา ไม่มีความสละสลวยทางวรรณศิลป์อะไรเลย
เราก็ว่าแปลก เพราะทุกครั้งที่เราท้อแท้ เหนื่อยหน่ายกับชีวิต
และเริ่มจะร้องไห้ให้กับความอับโชคของตัวเอง
ก็จะมีคำพูดของนางาซาว่าลอยมา
“มีแต่พวกรูทวารเท่านั้นที่จะสงสารตัวเอง”
ต่อมน้ำตาหยุดทำงานโดยฉับพลัน
เราไม่อยากเป็นพวกรูทวาร
ถึงพ่ายแพ้ แต่เราก็จะไม่เหวี่ยงงาน