ตอนนี้เรารู้สึกว่าจุดมุ่งหมายในการเขียนเริ่มเปลี่ยนไป
ครั้งแรกที่ริอาจทำบล็อก ก็คิดว่าจะให้อ่านกันไม่กี่คน .. ด้วยความเขินอาย!
เพราะรู้ว่าความคิดเรายังไม่ตกผลึกส่องประกายวาววับ วอบๆแวมๆ เหมือนนักเขียนอาชีพ
ด้วยว่าชีวิตเรายังมีเรื่องอื่นให้หมกมุ่นอีกมากมาย ตามวัยแห่งการแสวงหาตัวตน
ในช่วงนั้นก็คิดว่าจะเขียนแบบนี้ไปเรื่อยๆ คล้ายว่าเป็นการบันทึกความคิด ให้คนอื่นอ่านด้วยไม่กี่คน
เรื่องที่เขียน เป็นผลิตผลจากการหมกมุ่นอยู่กับความคิดตัวเอง
เข้าหลักการ
บทสนทนากับสังคมน้อย บทสนทนากับตัวเองเยอะ
ณ จุดจุดนี้ เราเขียนด้วยความเกร็งต่อกระแสตอบรับ - ความเป็นตัวของตัวเองจึงน้อยลง
ก็เพราะเรามองเห็นว่า สิ่งที่เราเขียนผ่านๆมา กรั่นกรองโดยใช้ความคิดส่วนตัว ไม่มีข้อมูลอ้างอิงวิชาการ หรือผลงานวิจัยใดใดทั้งสิ้น
เรียกว่า “ทึกทักเอาเอง”
ก็เริ่มจะเกิดอาการหน้าบางขึ้นมานิดๆ
บทสนทนากับสังคมเริ่มมากขึ้น
บทสทนากับตัวเอง มันเริ่มจะน้อยลงทุกที
แล้วบังเอิญ เราเดินทางสายกลางไม่ค่อยจะเป็นซะด้วยสิ
——————————————–
อีกส่วนหนึ่งที่เราสงสัยว่าเป็นปัจจัยให้เขียนน้อยลง
ก็เพราะ ความเชื่อ มันมีหลากหลายเหลือเกิน
ในหัวเราตอนนี้ บางความเชื่อมันสวนทางกันเอง
พอคิดจะหยิบประเด็นไหนมาขบคิด มันก็ไม่จบง่ายๆ เพราะความคิดมันก้ำกึ่ง เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
สรุปใจความที่จะสื่อไม่ได้ ก็เขียนไม่ได้
ไม่รู้ความคิดไหนถูกกันแน่ ไอนี่ก็ดูมีหลักการดี เอ๊ะ . แต่อีกอันดูมีศีลธรรมกว่า
เห็นด้วยไหมว่า ความคิดเราถูกพัดพาไปด้วยข้อมูลข่าวสาร บางทีมันก็งงไปหมด ไม่รู้อันไหนจริง
เลยไม่เขียนดีกว่า
ถ้าวันหน้าเราคิดต่างออกไป
เสียเวลามาก่นด่าความคิดวัยเยาว์ของตัวเอง
แต่นั่นแหละ เรามาคิดๆดูแล้ว
นึกถึงเรื่องสั้น”วรรณกรรม48ชั่วโมง” (ในหนังสือรางวัลซีไรต์เล่มนั้นที่พวกเราม.5ถูกสั่งให้อ่านนั่นแหละ)
ถ้าคิดแล้วไม่เขียน เพราะกลัวสังคมไม่ตอบรับ
ก็อย่าเรียกตัวเองว่าเป็นนักเขียนเลย







