อยู่ๆ ก็เริ่มประหลาดใจในตัวเอง
เมื่อตอนม.ต้น เราเคยเป็นคนยังไง? วันนี้เปลี่ยนไปหน้ามือเป็นหลังมือ
เรื่องบางเรื่อง ยังคงสถานะ”ดี” ตามธรรมดาของมันอยู่ ซึ่งเราก็พอใจที่จะไม่เปลี่ยนมัน
แต่ทัศนคติที่มีต่อโลก เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน รวมถึงกระบวนการคิด ก็ถูกเปลี่ยนแผงใหม่หมดทั้งชุด
เราเคยหลงใหลในความเป็นวิทยาศาสตร์ .. นั่นไม่ใช่เรื่องผิด แต่อยู่ๆ ความคลั่งวิทยาศาสตร์ก็เหือดหายไปจากชีวิตเรา! นั่งย้อนคิดทบทวนตัวเอง ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน .. อะไรกันทำให้เราเปลี่ยน
เมื่อก่อน เราไม่เชื่อเรื่อง”วัยหัวเลี้ยวหัวต่อ” ที่ผู้ใหญ่เขาชอบพูดกัน เพราะเราคิดว่า
คนคนหนึ่งจะเปลี่ยนความคิดไปเพียงแค่ในระยะเวลาสั้นๆ(ในวัยที่ว่านั้น) ได้อย่างไร – ดูมันเป็นไปได้ยากเนื่องจากมันฉับพลันเกินไป
แต่เมื่อได้ค้นคว้าไปในตัวเอง ก็พบว่า ในระยะเวลาตอนนั้นที่เรา”กำลังเปลี่ยน”มันเกิดแค่ช่วงสั้นๆ ช่วงมอสาม ขึ้นมอสี่
ช่วงนั้น.
เพลงที่ฟังก็เปลี่ยนไป หนังสือที่อ่านก็เปลี่ยนไป(มากๆ) ระบบชีวิตประจำวันก็เปลี่ยนไป
เราไม่กล้าฟันธงว่าเหล่านั้นเป็นสิ่งที่”ดีกว่า”เดิม แต่รู้ตัวเองว่า เราชอบให้มันเปลี่ยนไปจริงๆ
เมื่อรู้ด้วยตัวเอง เข้าใจลึกซึ้งกว่าเดิม ในประโยคที่ว่า “กาลเวลาเปลี่ยนคน”
มันไม่ผิด ในลักษณะความเป็นปัจเจก เราไม่ควรต่อว่าใคร ว่าเขานั้นเปลี่ยน. เพราะนั่นเป็นความสุขที่คนจะพึงมี
แต่ยืนยันว่า เราเปลี่ยนไปมากจริงๆ.
ศิลปะ-สิ่งที่เราเคยหมางเมิน เพียงเพราะเป็นวิชาที่เราทำงานได้แย่ จนฉุดเกรดเฉลี่ยลง
ทุกวันนี้ เราใส่ใจมัน แทบจะทุกเวลา
‘รงค์ วงษ์สวรรค์ กล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์ Beat on,Beat in,Beat out ในวารสารหนังสือใต้ดิน ฉบับที่ 11 ตอนหนึ่งว่า.
“(…)เพราะเราก็หลั่งไหลอยู่ในขบวนการนั้น(กล่าวถึง ฮิปปี้) ขณะที่นักเรียนไทยเขาไม่สนใจกันเลย ไม่มีปรากฏเลย นักเรียนไทย ลูกเศรษฐีหรือนักเรียนทุนนี่ไม่สนใจเลย เขาตั้งหน้าตั้งตาจะเรียนเพื่อให้จบ เราจึงมีนักเรียนที่เรียนเก่งแต่ไม่มีส่วนร่วมกับสังคม ทุกคนหวังจะใช้ทุนให้หมด เราถึงบอกว่าเมืองไทยโชคร้ายที่มีดอกเตอร์มากมายเดินสะดุดกันล้มลงตาย แต่ดอกเตอร์ส่วนมากไม่เข้าใจมนุษย์ ทั้งที่เรื่องอื่นเขาเข้าใจหมดเลย ตั้งแต่ดวงดาวถึงพระอาทิตย์ แม่งหยิบพระอาทิตย์มาเล่นได้เหมือนเล่นกับโยนี แต่ไม่เข้าใจคนที่เดินบนถนน.”
เราเห็นด้วย อย่างแรง