-K.BLOG-

วันพุธ, กรกฎาคม 30,08

สัมพันธภาพ(2)

Filed under: KINGnut — soraris @ 5:05 pm

 ”สัมพันธภาพเล่นงาน”

————————–

ในตอนนี้

เรายินยอมจะก้าวลงหลุมกับดักแห่ง”สัมพันธภาพ” 

เราปล่อยให้โซ่ล่องหนเหล่านั้นค่อยๆพันเกี่ยวร่างกาย ด้วยความเต็มใจและปิติ

มีแต่เพียงสิ่งเดียวที่เราหวาดกลัว คือ.

เมื่อวันคืนแห่งความสุขผ่านพ้น โซ่นั้นจะรึงรัดร่างกายจนเจ็บปวดทรมาณ และก็พบว่าสายเกินไปแล้วที่จะแก้ไข

หรือต่อให้หลบลี้หลีกหนีออกมาจากมันพ้น ก็ไม่วายเกิดแผลเป็นให้เห็นอยู่ดาษดื่น และมันจะคอยหลอนหลอก แม้นว่าคืนวันจะผ่านไปอีกนาน แสนนานแค่ไหนก็ตาม

 

และนั่นคือสาเหตุ

ที่เรากลัว”ความสัมพันธ์”

 

: เขียนขึ้น วันที่ 30 ก.ค. 2551 ขณะเรียน วิชาชีววิทยา (คาบสอง)

และมีการแก้ไขบางคำจากต้นฉบับเดิม

วันอังคาร, กรกฎาคม 29,08

ไม่ตั้งใจ(จริงจริ๊งงง)

Filed under: UNO — soraris @ 9:57 pm

รูปเหล่านี้ วาดโดย UNO (นามแฝง)

พอดีวันนี้เรางกไปหน่อย ไม่ยอมแบ่งขนม จึงขอไถ่โทษโดยการเอารูปมาลงให้

UNO บอกว่ารูปที่สองนั้น ไม่ได้ตั้งใจวาดเท่าไหร่  บอกอีกด้วยว่ามันเละ!

เราบอก”นั้นขอนะ” 

เธอก็ให้มาอย่างง่ายดาย. :]

กิ่งในรถทัวร์

เมื่อความคิดเปลี่ยนขั้ว

Filed under: KINGnut — soraris @ 5:57 pm

อยู่ๆ ก็เริ่มประหลาดใจในตัวเอง

เมื่อตอนม.ต้น เราเคยเป็นคนยังไง? วันนี้เปลี่ยนไปหน้ามือเป็นหลังมือ

เรื่องบางเรื่อง ยังคงสถานะ”ดี” ตามธรรมดาของมันอยู่ ซึ่งเราก็พอใจที่จะไม่เปลี่ยนมัน

แต่ทัศนคติที่มีต่อโลก เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน รวมถึงกระบวนการคิด ก็ถูกเปลี่ยนแผงใหม่หมดทั้งชุด

เราเคยหลงใหลในความเป็นวิทยาศาสตร์ .. นั่นไม่ใช่เรื่องผิด แต่อยู่ๆ ความคลั่งวิทยาศาสตร์ก็เหือดหายไปจากชีวิตเรา! นั่งย้อนคิดทบทวนตัวเอง ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน .. อะไรกันทำให้เราเปลี่ยน

เมื่อก่อน เราไม่เชื่อเรื่อง”วัยหัวเลี้ยวหัวต่อ” ที่ผู้ใหญ่เขาชอบพูดกัน เพราะเราคิดว่า

คนคนหนึ่งจะเปลี่ยนความคิดไปเพียงแค่ในระยะเวลาสั้นๆ(ในวัยที่ว่านั้น) ได้อย่างไร – ดูมันเป็นไปได้ยากเนื่องจากมันฉับพลันเกินไป

แต่เมื่อได้ค้นคว้าไปในตัวเอง ก็พบว่า ในระยะเวลาตอนนั้นที่เรา”กำลังเปลี่ยน”มันเกิดแค่ช่วงสั้นๆ ช่วงมอสาม ขึ้นมอสี่
ช่วงนั้น.

เพลงที่ฟังก็เปลี่ยนไป หนังสือที่อ่านก็เปลี่ยนไป(มากๆ) ระบบชีวิตประจำวันก็เปลี่ยนไป

เราไม่กล้าฟันธงว่าเหล่านั้นเป็นสิ่งที่”ดีกว่า”เดิม แต่รู้ตัวเองว่า เราชอบให้มันเปลี่ยนไปจริงๆ

เมื่อรู้ด้วยตัวเอง เข้าใจลึกซึ้งกว่าเดิม ในประโยคที่ว่า “กาลเวลาเปลี่ยนคน”

มันไม่ผิด ในลักษณะความเป็นปัจเจก เราไม่ควรต่อว่าใคร ว่าเขานั้นเปลี่ยน. เพราะนั่นเป็นความสุขที่คนจะพึงมี

แต่ยืนยันว่า เราเปลี่ยนไปมากจริงๆ.
ศิลปะ-สิ่งที่เราเคยหมางเมิน เพียงเพราะเป็นวิชาที่เราทำงานได้แย่ จนฉุดเกรดเฉลี่ยลง
ทุกวันนี้ เราใส่ใจมัน แทบจะทุกเวลา

‘รงค์ วงษ์สวรรค์ กล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์ Beat on,Beat in,Beat out ในวารสารหนังสือใต้ดิน ฉบับที่ 11 ตอนหนึ่งว่า.

“(…)เพราะเราก็หลั่งไหลอยู่ในขบวนการนั้น(กล่าวถึง ฮิปปี้) ขณะที่นักเรียนไทยเขาไม่สนใจกันเลย ไม่มีปรากฏเลย นักเรียนไทย ลูกเศรษฐีหรือนักเรียนทุนนี่ไม่สนใจเลย เขาตั้งหน้าตั้งตาจะเรียนเพื่อให้จบ เราจึงมีนักเรียนที่เรียนเก่งแต่ไม่มีส่วนร่วมกับสังคม ทุกคนหวังจะใช้ทุนให้หมด เราถึงบอกว่าเมืองไทยโชคร้ายที่มีดอกเตอร์มากมายเดินสะดุดกันล้มลงตาย แต่ดอกเตอร์ส่วนมากไม่เข้าใจมนุษย์ ทั้งที่เรื่องอื่นเขาเข้าใจหมดเลย ตั้งแต่ดวงดาวถึงพระอาทิตย์ แม่งหยิบพระอาทิตย์มาเล่นได้เหมือนเล่นกับโยนี แต่ไม่เข้าใจคนที่เดินบนถนน.”

เราเห็นด้วย อย่างแรง

วันศุกร์, กรกฎาคม 18,08

คุกชื่อ”อิสระ”

Filed under: KINGnut — soraris @ 4:19 pm

เรามักเกิดความคิดว่า อยากต่อต้านทุกสิ่งที่พยายามบังคับให้เราเป็น

คือ ไม่ชอบความรู้สึกเหมือนถูกจูงจมูกเพราะเหตุนี้ เราจึงมักมีความสนใจที่แตกต่างกับคนอื่น ถ้าใครชอบอะไรมากๆ เราจะ”หนี” ไปชอบสิ่งอื่น เราไม่ชอบให้ตัวเองรู้สึกเหมือนทำตามใคร

ทัศนคติของเราต่อโลก คืออยากใช้ชีวิตแบบนักเขียน อยู่แบบสันโดษ แม้อุดมการณ์กินไม่ได้แต่ก็เท่
เพราะอะไรเราจึงคิดเช่นนั้น? อาจเป็นเพราะ นั่นเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ในคนวัยเรา เค้าไม่ค่อยอยากเป็นกัน ..
ใช่-มันต้องมีบ้างแหละ คนที่คิดเหมือนเรา แต่เราเชื่อว่า น้อยมาก เมื่อเทียบกับวัยรุ่นส่วนใหญ่

แต่ที่แล้วมา
เราเข้าใจผิดหรือไม่.. ?

ทั้งๆที่เราหนี แต่ก็เหมือนมีกำแพงมาบังไว้
กำแพงของความ “อยากต่าง”

มันทำให้เรา ไม่เคยเปนตัวเองได้จริงสักที

ยิ่งทำตัวถอยห่าง ก็เหมือนหนีตัวตนของตัวเองออกไปทุกที ทุกที.

มีเพลงๆหนึ่ง ซึ่งเรารู้สึกว่า ตรงกับความคิดเราในตอนนี้มากๆ
“คิดแตกต่าง อาจฝืนเกินไป จนบางครั้งอยากกลับไป ค้นหาตัวเอง”

คล้ายพวกอินดี้จอมปลอม ที่บอกว่า
ความคิดตัวเองหลุดพ้นและเป็นอิสระจากกระแสทั้งหลายแล้ว
หารู้ไม่.. พวกเขาเองก็ถูกมอมเมาด้วย”กระแส”ความอยากแตกต่าง อยู่นั่นเอง

———————————————————–

เมื่อวานไปงานหนังสือมา และเนื่องจากคราวนี้ไปแบบไม่มีสปอนเซอร์(พ่อ)สนับสนุน ก็เลยต้องมองหนังสือบางเล่มอย่างตาละห้อย

แล้วเดินไปซื้อหนังสือมือสองและหนังสือค้างสต็อกแทน  ราคาลดเยอะ บางเล่มก็ครึ่งราคาเลย

เราว่าคุ้มนะ ถึงแม้เราจะชื่นใจเสมอเมื่อมือได้สัมผัสหน้าปกใหม่เอี่ยมอ่องของหนังสือบางเล่ม แต่แม่เรายังบอกว่า “เราอ่านตัวหนังสือ ไม่ได้อ่านความใหม่ของมัน”  ใช่.. และยิ่งในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้แล้ว  ยิ่งถูก ยิ่งดี!

วันพุธ, กรกฎาคม 16,08

สัมพันธภาพ

Filed under: KINGnut — soraris @ 8:10 pm

    บางทีเราไม่ชอบความสัมพันธ์

เพราะมันเป็นโซ่ตรวนล่องหน คอยร้อยรัดตัวเราให้ผูกติดกับคนอื่นๆ

โดยเฉพาะความสัมพันธ์แบบ”คนพิเศษ” นั้นยิ่งเป็นการผูกมัดที่หนาแน่น

น่าอึดอัด-สำหรับเรา

    ..บางทีเราไม่ชอบความสันโดษ

มันเหงาอย่างโหดร้าย เหมือนเราเป็นเพียงอากาศธาตุ ไร้ตัวตนในคนหมู่มาก

แม้พยายามทำใจให้ยิ้มรับในความสุขสันโดษที่ได้รับ

แต่ก็มิอาจหลอกตัวเองได้ว่ามนุษย์เรานั้น

เป็นสัตว์สังคม!

 

สรุปแล้ว  คนเราต้องการอะไร? จากความสัมพันธ์ทั้งหลายในชีวิต

วันพุธ, กรกฎาคม 2,08

บ้านที่แท้

Filed under: KINGnut — soraris @ 8:53 pm

 

เห็นแล้วคิดถึงสุราษฎร์
แม้บรรยากาศอาจเหนือจริง!

มองแล้วใจรู้สึกเหงา(ทั้งที่ในภาพแดดออกจ้าขนาดนั้น)

แต่เพราะว่า..ดูแล้วนึกถึง
“ยาย”
ขึ้นมา
ความรู้สึกภายในก็สั่นไหว
คิดถึงทุกสิ่งที่เคยสัมผัสผ่านมา ทั้งทางกายและทางจิต
ประสบการณ์แต่ตอนตัวเล็กๆ ที่เคยอิงแอบแนบชิดกับบ้านหลังนี้มาเนิ่นนาน

และมันก็ยิ่งทวีความเหงา พอย้อนดูตัวเราในปัจจุบัน..

วันอังคาร, กรกฎาคม 1,08

เนื้อ หนัง

Filed under: KINGnut — soraris @ 6:08 pm

เรื่องที่เราจะนำมาพูดนี้ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างเข้าใจยาก เพราะฉะนั้นโปรดเตรียมทำใจไว้เลย (หัวเราะแหยๆ)
เปล่า.. เราไม่ได้ดูถูกสติปัญญาคนอื่น ตรงกันข้าม เรากลับคิดจะขิดตะขวงใจตัวเองว่า นี่เราคิดมากเกินไปหรือเปล่า สงสัยจะว่างเกินไปถึงมาคิดเรื่องเนิร์ดๆแบบนี้

กลับเข้าเรื่อง อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดเลยเถิดว่าเราจะมาชวนคุยเรื่องวิทยาศาสตร์หรือการเมือง แต่แท้จริงมันคือเรื่องใกล้ๆตัวเรานี่แหละ ไร้สาระ.. แต่ก็เข้าใจยากอยู่

เราสงสัยว่า ทำไมเวลาที่ดูหนังหรือฟังเพลง ต้องพยายามผูกโยง หาความสัมพันธ์จากเนื้อเพลงหรือเนื้อเรื่องในหนัง มาเกี่ยวข้องกับชีวิตของตัวเราเอง เราเชื่ออยู่ลึกๆว่า พฤติกรรมนี้คงไม่เป็นเฉพาะเราแต่คนอื่นๆก็มีพฤติกรรมพิลึกพิลั่นนี้ด้วย(หรือเปล่า?)
จากประสบการณ์จริง -เราเคยดูหนัง แล้วคิดว่า เห้ย เหมือนชีวิตเราเลย ทั้งๆที่จริงๆน่ะ ไอที่ว่าตรงกับชีวิตมันก็แค่เศษเสี้ยวของหนังด้วยซ้ำ แต่นี่ไง คนเรามันคิดเข้าข้างตัวเอง คิดเหมือนว่าเขาจะมาสร้างหนังเพื่อเชิดชูประวัติเราอย่างนั้นแหละ
แล้วถ้าคิดดูให้ดี คนที่สร้างหนังหรือแต่งเพลงนี่เป็นใครล่ะ เขาก็คือ “คน” เหมือนเรานี่แหละ และคงมีปัญหาชีวิตไม่ต่างจากเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรัก เกลียด โกรธ ริษยา ก็มีหมด อย่ายึดว่าเนื้อเรื่องของหนังนั้นจะเอาเป็นแกนกลางของการดำเนินชีวิตได้เสมอไป
เราไม่เชื่อในหนังไปทุกเรื่องหรอก แต่ก็มีบ้างที่เคลิ้มไปกับมายา แม้แต่ตอนนี้ก็ยังติดค้างหลงเหลืออยู่
แค่เล็กน้อยเท่านั้น!
เวลาผ่านไปก็พอจะมองเห็นความจริงข้อนี้ได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวหรือเปล่านะ แต่ความคิดที่เราคิดได้นี้ มันดันไปตรงกับข้อความบนรองเท้าคอนเวิร์สรุ่นฉลอง100 ปีคู่หนึ่ง ที่ออกแบบโดย คุณโดม สุขวงศ์ แห่งหอภาพยนต์แห่งชาติ
ข้อความนั้นเขียนว่า “In film we trust อย่าเชื่อเพราะเห็นว่าเป็นหนัง”
พูดจริงๆ ตอนแรกสุดเราเห็นแล้วเราก็ไม่เข้าใจเลยว่าเขาพูดถึงในแง่ไหน แม้แต่ตอนนี้ก็ไม่เข้าใจชัดเจน
แต่เอาเถอะ ข้อความนั้นมันเหมาะเหม็งกับเรื่องราวของเราในวันนี้พอดี เลยเอารูปมาให้ดู

แต่ถ้าบางคน ผูกโยงกับเรื่องโดยหาข้อคิดหรือแนวคิดแปลกใหม่จากหนัง-คิด”อย่างสร้างสรรค์” เราว่าก็เป็นเรื่องดีนะ!
 

 

บลอกที่ WordPress.com .