เมื่อไม่นานนี้ วิชาภาษาไทยได้มีงานให้นักเรียนเขียนเรียงความ ซึ่งเป็นหัวข้อที่เราไม่สันทัด แต่จำต้องเขียนให้ได้ถึง 10หน้าเป็นอย่างต่ำ!! โดยมีเวลาทำสองอาทิตย์
ที่ว่าไม่สันทัดนั่นเพราะเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ศึกษามาก่อน ถือได้ว่ามีความรู้เท่าหางอึ่งเท่านั้น
แต่เราพูดได้อย่างไม่อายว่า เราพอทำได้.. มันไม่ใช่เรื่องที่ฝืนใจเราในการเขียนอะไรขึ้นมา เผลอๆจะเพลิดเพลินไปกับมันด้วยซ้ำ แต่อุปสรรคก็มีอยู่ เช่น การรู้ไม่จริงเกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียน ไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะวิเคราะห์ ซึ่งเราก็ได้ทดแทนด้วยการไปหาข้อมูลมาเสริมเพิ่มเติมลงในสมองก่อนกลั่นกรองเป็นความคิด -แต่แน่นอนมันยังไม่เป็นความคิดที่ตกผลึกดีนัก ตามหลักการของนักเขียนแล้ว ถือว่าเรียงความาเรายังอยู่ในระดับต่ำๆ พอทำไว้ให้ส่งครูได้ทันเวลากำหนด
ในระหว่างที่คิดๆว่าจะเขียนยังไงดีก็มีเรื่องหนึ่งที่คิดแทรกขึ้นมา เกี่ยวกับการเขียนเรียงความนี่แหละ ว่าทำไมเวลาเราเขียน เราจึงไม่ได้มีความรู้สึก “อยาก” นั่นคือไม่มีเชื้อไฟที่คอยเร่งเครื่องให้เราเขียนไปเรื่อยๆได้ไม่มีหยุด
ก็สันนิษฐานไว้ว่า
หนึ่ง เพราะงานแบบนี้เป็นงานที่เขียนขึ้นเพื่อให้คนคนเดียวอ่าน(คือครูผู้สอน) เราจึงไม่มีแรงบันดาลใจพอที่จะเขียน มันเหมือนว่า เราเขียนไปแล้ว ถ้าครูคนนั้นๆอ่านแล้วไม่ชอบ งานของเราก็จะจบลงตรงนั้น เหมือนว่าเกิดแล้วตายในเวลาสั้นๆ คิดแล้วรู้สึกหดหู่ใจอยู่ไม่น้อย ซึ่งมันแตกต่างกับการเขียนเล่นๆ แบบที่เราทำอยู่นี้ เป็นการเขียนแบบกระจายๆ สุ่มว่าจะมีคนชอบคนชังมากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็หวังไว้ว่าต้องมีคนชอบบ้างละ ตรงนี้มันก็ทำให้อยากจะเขียนขึ้นมา
เหตุผลที่สองคือ ในความที่เป็นเรียงความ เราต้องระมัดระวังเรื่องการใช้ภาษาเป็นพิเศษ ต้องเป็นทางการ ดูสง่ามีราศีจับ ใครอ่านก็ถึงขนาดรู้สึกเชิดชูยกย่องความคิด(ไม่ว่าข้อมูลนั้นแท้จริงคนเขียนมั่วมาเองหรือเปล่า) ถึงเราจะชอบเขียนภาษาหรูๆพร้อมกับหมั่นไส้ตัวเองไปด้วยก็ตาม แต่การที่เรียงความนั้นจำกัดขอบเขตของภาษามากเกินไป ทำให้รู้สึกอึดอัดและไม่สามารถสร้างความเป็นกันเองระหว่างผู้อ่านและผู้เขียนได้ จากที่เนื้อหาของมันนั้นหนักและน่าเบื่ออยู่แล้ว ก็ยิ่งทำตัวไม่น่าคบเข้าไปใหญ่ด้วยคำพูดที่ฟังยาก
หรือไม่ อาจเป็นเราคนเดียวก็ได้ ที่เขียนเรียงความด้วยทัศนคติอย่างนี้ คือไม่อาจเข้าถึงมันได้
ก็ลางเนื้อชอบลางยานี่นะ (สำนวนอีกแล้ว)

