เป็นบทสัมภาษณ์ปราบดา ในฐานะผู้แต่งเพลงและร้องเพลงแห่งวง เดอะ ไต้ฝุ่นแบนด์
พูดถึงวงการดนตรี โดยเสนอมุมที่บอกได้เลยว่าน่าสนใจ
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000046493
เป็นบทสัมภาษณ์ปราบดา ในฐานะผู้แต่งเพลงและร้องเพลงแห่งวง เดอะ ไต้ฝุ่นแบนด์
พูดถึงวงการดนตรี โดยเสนอมุมที่บอกได้เลยว่าน่าสนใจ
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9510000046493
นานๆทีจะได้เข้ามาในเมืองอย่างนี้
นับวันดูดีๆ ก็เป็นเดือนแล้ว ที่เราเอาแต่หมกตัวอยู่ในหมู่บ้านปากกะแดะ ที่นี่ ห่างไกลจากคำว่า “เมือง” อย่างมาก เพราะวิถีชีวิตยังคงไว้ซึ่งรูปแบบเดิมๆ แน่นอน คงไม่เหมือนกับสิบปีที่แล้วเด๊ะ แต่ก็เปลี่ยนไปน้อย เปลี่ยนแค่รูปร่างของบ้านเรือน และมีถนนตัดเข้ามาลึกขึ้น นิสัยของคนรุ่นใหม่อาจเปลี่ยนไปบ้าง แต่คนเฒ่าคนแก่นั้น ยังใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ไม่เปลี่ยนแปลง เราว่ามันเป็นเสน่ห์ของชุมชนนี้ล่ะ
พล่ามเรื่องหมู่บ้านซะยาว เอาเป็นว่า นี่เป็นโอกาสที่ดี ที่ได้ออกมาเปิดตาเปิดหูบ้าง เรากับเจ้จูน(ผู้เป็นไกด์ให้เรา)นั่งรถสองแถวจากปากกะแดะ ไปตามเส้นทางคดเคี้ยวต่างๆ ใช้เวลานานพอดู.. ถ้าความรู้สึกเราไม่ได้เว่อไป ก็คงหนึ่งชั่วโมงเห็นจะได้

จริงๆแล้ว คำว่า “เมือง”ที่เราเข้ามานี้ ก็ยังไม่อาจเหมือน “เมืองกรุง”ซะทีเดียว ด้วยลักษณะอาคาร ที่บางส่วนยังเป็นไม้อยู่ แต่เพราะมีการซื้อ-ขาย จับจ่ายหรือมีรถสัญจรกันมากกว่าหมู่บ้านเล็กๆ จึงได้ถูกยกระดับให้เป็นเมือง
ที่พิเศษสุดคือ ที่นี่มี ห้างสรรพสินค้า ไม่ว่าจะเป็น เทสโก้โลตัส หรือบิ๊กซี นี่แหละ แหล่งช้อปปิ้งของวัยเด็กยันวัยแก่ แม้แต่วัยรุ่นก็มาเดินเตร่อยู่ที่นี่(คงเป็นประมาณสยาม) เพราะเป็นแหล่งในการร้องคาราโอเกะ ตู้เกม ดูหนัง ตัดผม หรือกินอาหารพิเศษๆอย่างเคเอฟซี พิซซ่า ฮาจิบัง สเวนเซ่น (นานๆครั้ง) ฯลฯ
เรียกได้ว่า โลตัสที่นี่ มีให้ครบ -เพื่อตอบสนองความต้องการอุปโภค บริโภค ของลูกค้าทุกคน คือกะไม่ให้เม็ดเงินหลุดไหลไปแม้แต่สตางค์แดงเดียว (กรั่กๆ)
แต่จะว่าไปแล้ว ของบางอย่าง ถ้าไม่ซื้อในห้าง ก็ไม่รู้จะไปซื้อที่ไหน อย่างเช่นทีวี เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ จะว่ามีร้านที่ขายโดยเฉพาะไหม ก็คงมี
แต่นั่นแหละ มันอยู่ไหนล่ะ?
คิดมากไปทำไม บิ๊กซี ซะเลยดีกว่า ต้องมีขายชัวร์(จบ)
และที่เราต้องขอใช้บริการด้วยความซาบซึ้งนั้น ! ต้องยกให้ร้านซีเอ็ดบุ๊ค สาขาโลตัสแห่งนี้แล ที่ได้เอื้อเฟิ้อหนังสือดีๆ ที่กรุงเทพออกยังไง ที่นี่ก็มีขายอย่างนั้น
“อะเดย์ เล่มที่92″
ขอบอก ..ถ้าวันนี้ไม่ได้มา ก็คงอดได้เล่มนี้!!
เล่มที่เกี่ยวกับการถ่ายรูปโดยเฉพาะ เพาะ เพาะ เพาะๆๆๆๆ —- เสียงเอ๊คโค่ด้วยความตื่นตะเร่น
ปลาบปลื้มใจ ปิติ ซึ้ง ดีใจ แฮปปี้ ~
หลากหลายความอารมณ์ดีเข้ามาก่ายกองกันอยู่ในหัว
อ้อ จะบอกให้ ว่าที่นี่มีขายหนังสือ “หยุดโลกร้อนด้วยprout” (ชื่อนี้ป่าวไม่แน่ใจ) ของอาจารย์เกียรติวรรณน่ะเอง แต่ไม่ได้ตื่นเต้นมากเท่ากับ
ภาพหน้าปก ภาพหน้าปก!!
ฝีมือเอิงเดอที่ได้มาอวดโฉมไกลถึงเมืองคนดี ที่สุราษฏร์แห่งนี้ โอ้ว คุณพระช่วย ~ ดีใจแทน ฮาๆ

ขากลับฝนตก
แถมมีลุงคนนึง ที่ขึ้นรถมาด้วยกัน แกกินเหล้าเมามา..
แล้วก็พูดคนเดียวมาตลอดทาง …! ตกใจหน่อยสิ เพราะตลอดทางนี่มันเกือบชั่วโมงเลยนะ
คนอื่นในรถก็รู้ว่าแกนะ สติไม่อยู่กับตัวแล้ว ก็เลยไม่มีใครสนใจ
บางคนก็นั่งเงียบเฉย เพราะไม่อยากยุ่ง
บางคนนั่งส่ายหน้าอย่างเอือมระอา
บางคนก็นั่งยิ้มขำ ในความบ๊องของแก
แน่นอน คนที่ขำน่ะ เราเอง (ยิ้ม)
ตอนแรกสุด เราคิดว่าแกพูดเก่งนะ ไม่มีใครพูดด้วยแกก็ชวนคุยอยู่นั่น
ตอนหลังเจ้จูนถึงบอกเราว่า แกเมา
เรายิ่งขำใหญ่
เฮ้ย คนเมานี่บ้าถึงขนาดนี้เลยเหรอ ? ตลกดีนะ แต่ว่าเมาน่ารักชวนรำคาญแบบนี้ ก็ยังดีกว่าเมาเป็นอันธพาลล่ะนะ
ตอนแรกก็ขำอยู่หรอก แต่พอมันนานๆเข้า เราก็เริ่มเบื่อลุง
“หยุดพูดซะทีเห้อะ .. ไม่เหนื่อยมั่งรึไง” เราได้แต่คิด
บางทีลุงก็ร้องเพลงลูกทุ่งขึ้นมา พร้อมเล่นลูกคออย่าง(ไม่)น่าฟัง
ร้องจบท่อนนึงก็
“เอ้อ ใช้ได้ เสียงดีนะเนี่ย” ร้องเองเออเอง บ้า!
แต่มันก็ขำอ่ะ
นี่เป็นสีสีนชีวิตในวันชื้นแฉะวันนี้
หมายเหตุ:
ที่มาของชื่อตอนก็คือ .
รถเมล์ของคนสุราษฏร์นี่ก็คือรถสองแถวที่เรานั่งนั่นแหละ ถือเป็นขนส่งมวลชนที่สำคัญมากๆเลยก็ว่าได้สำหรับคนที่ไม่มีรถเป็นของตัวเอง
แท็กซี่ บีทีเอส รถไฟใต้ดิน ไม่มีทั้งนั้น!
ตอนนี้เราอยากไปเที่ยว
แต่ไม่ใช่เที่ยวแบบปกติแน่นอน ไม่มีการให้พ่อขับรถพาไป หรือไปทัศนศึกษากับโรงเรียน
ไม่ใช่เลย
เราอยากไปแบบสมบุกสมบัน มีกลิ่นอายการผจญภัยหน่อยๆ กันดารเล็กน้อย หรืออาจถึงขั้นทรมานร่างกายไปเลย ถือคติว่า ค่าใช้จ่ายน้อยๆ(แบบที่เด็กม.ปลายอย่างเราจะมีปัญญารวบรวมมา)
อยากไปกับเพื่อนรวมทางที่ใจกล้าอีกสักหนึ่งคน เพราะถ้ามากคนก็จะยิ่งมากเรื่อง แต่ถ้าไปคนเดียวก็จะรู้สึกโดดเดี่ยวไปหน่อย สำหรับนักอยากเที่ยวมือใหม่
สำคัญที่สุดของงานนี้คือ ไม่มียานพาหนะส่วนตัว
อาจเป็นความคิดที่บ้าไปหน่อย ฮ่าๆๆ นั่นคงเป็นเพราะช่วงนี้เราได้อ่านหนังสือบันทึกการเดินทาง ของนักเที่ยวหลายคนด้วยกัน ซึ่งแต่ละคน ดูเค้าไม่หวาดกลัวกับการเผชิญหน้าความลำบากเลยสักนิด เค้าไม่ลังเล ไม่ตั้งคำถามเพื่อยับยั้งตัวเอง ในหัวของคนเหล่านั้น มีแต่คิดว่า “ฉันจะไปๆๆๆ” แหม แล้วก็ทำสำเร็จสวยงาม
เราว่าเท่ดี และน่าเอาอย่าง
หรือไม่ ถ้าหนังสือเหล่านั้นไม่ใช่ตัวการหลัก ที่ทำให้เราเกิดคึกอย่างนี้ ก็คงเป็นเชื้อบ้าการท่องเที่ยว ที่สืบทอดมาจากพ่อของเรา เป็นไปได้สูง.. ใช่แล้ว เราอาจมีเชื้อนั้นอยู่ ซุกซ่อนอยู่มานาน.. จนได้มาอ่านหนังสือเป็นยากระตุ้น ให้เชื้อเหล่านั้นอาละวาด
ใจเราตอนนี้น่ะ ไปแล้ว ไม่หวั่นว่าจะลำบากหรอก เพราะเชื่อว่าขีดจำกัดของมนุษย์นั้นความจริงแล้วสูงกว่าที่ตัวเราคิดมาก เพียงแต่ตราบใดที่เรายังใช้ชีวิตในเมืองสบายๆอย่างนี้ เราก็จะกลัวโน่นกลัวนี่ไปหมดทุกอย่าง กลัวหิว กลัวหลงทาง กลัวนอนหลับไม่สบายตัว ฯลฯ ที่พูดมานี่ ไม่ใช่ว่าเราไม่กลัวนะ กลัวซี่ แต่ใจเราน่ะ ไปแล้ว
นักเที่ยวที่เรานับถือเหล่านั้น ก็พิสูจน์ให้เห็นๆกันอยู่ว่า ยังไงชั้นก็จะไป ถ้าใจอยาก แล้วพอต้องลำบากจริงๆ สัญชาตญาณสัตว์โลกก็จะทำให้เราเอาตัวรอดได้เอง
มันนึกถึงตอนที่เราตัดสินใจเรียนรด. ในหัวคนอื่นบางคน อาจคิดว่า”แกจะบ้าเหรอ เรียนไปทำไม เสียเวลาเปล่า เอาไปทำอย่างอื่นเถอะ เรียนพิเศษอะไรก็ว่าไป ดูมีประโยชน์กว่าเยอะ รด.เรียนไปไม่รู้จะเอาวิชาไปทำหอ..อะไร”
ใช่ ตอนนั้นเราหวั่นไหวมากเลย มันรู้สึก เออเนอะ เราน่าจะไปเรียนพิเศษเพื่อเตรียมสอบโอเนตมากกว่า
แม้แต่ตอนที่เราก้าวขาเข้าไปเรียนรด.แล้ว บางทีก็ยังรู้สึกเสียใจว่า ไม่น่าคิดบ้าๆมาเรียนเลย
น่าจะไปเรียนอ.อุ๊มากกว่า
..วันนี้เราก็คิดไม่เหมือนเดิมแล้ว
บางที สิ่งที่ดูมีสาระสำหรับคนหนึ่ง อาจดูไร้ค่าในสายตาของอีกคนหนึ่ง
เราเคยเป็นเด็กบ้าเรียน พยายามเป็นเพอเฟคชั่นนิสต์ ทุกอย่างต้องเป๊ะๆๆ ที่สำคัญคือ การสอบเข้ามหาลัยได้ ถือเป็นเกียรติยศของชีวิต บางครั้งก็ลืมตัว (และหลงตัวเอง) จนพลั้งเผลอพูดอะไรที่ดูถูกความสนใจของคนอื่น
แต่ตอนนี้-มันไม่ใช่ การสอบโอเนตเริ่มลดค่าลงแล้วสำหรับเรา
หลายๆปัจจัยที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทำให้ต้องคิดใหม่
อาจไม่ถูกต้อง
แต่สิ่งที่ถูกต้องสำหรับคนอื่น อาจใช้ไม่ได้กับเรา
ปัจจัยเหล่านั้น คงเป็นบุคคลที่เราชื่นชม ชื่นชอบ นักเขียนนักคิด ที่เราประทับใจและอยากได้เป็นตัวอย่าง
เหล่านั้น ไม่เคยซีเรียสกับเรื่องพวกนี้ บางคนถึงขั้นชอบทำเรื่องแปลกๆ แล้วคนอื่นเขาดูถูกว่าบ้า
แล้วตรงนั้นแหละ ทำให้เราสะดุด แล้วก็คิดว่า เห้ย.. เราก็เป็นแบบเขาว่ะ
เราเริ่มมองเส้นทางของตัวเองใหม่
ถามตัวเองว่า จริงๆแล้วเราอยากทำอะไรกันแน่
กลับมาเรื่องเที่ยว
เราอยากไปเที่ยว แบบแบ็กแพ็กเกอร์
เราต้องการอีกแค่สองสิ่ง ซึ่งหายากเหลือเกิน
หนึ่ง เพื่อนรวมอุดมการณ์ หายากมาก หนึ่งในร้อยคนน่ะ
ต้องเป็นคนที่ไม่หวั่นเรื่องพ่อแม่ หรือความลำบากตอนเดินทาง ตอนแรกอาจมาคุยสนุกปากกันไปก่อน เพราะต่างคนอาจจะขาดข้อสองอยู่
สอง เงิน เรายังเรียนอยู่นะ!
เห้ย ! จะบ้าหรอ เรายังอายุ 16 เองนะ
..ไม่บ้าหรอก มีเด็กหญิงที่อายุ16เท่าเรานี่แหละ ขี่จักรยานข้ามรัฐคนเดียวมาแล้ว แล้วเราจะหยุดอยู่นิ่งๆได้เหรอ
ไม่ยอม!!!!!!!!

ที่เกาะลำพู จังหวัดสุราษฏร์ธานี
เกาะนี้ตั้งอยู่บริเวณแม่น้ำตาปี แม่น้ำสายหลักของจังหวัด ในนั้นมีสวนหย่อม เครื่องเล่นเด็ก เครื่องออกกำลังกายกลางแจ้ง รวมถึงสนามกีฬาหลากชนิด
เรากำลังนั่งแกว่งชิงช้าอย่างลิงโลด พยายามเหยียดขาไปข้างหน้าให้ยาวที่สุด พร้อมกับเอนตัวไปข้างหลัง เพื่อให้ชิงช้าแกว่งแรงขึ้น แรงขึ้นอีก และแรงสุดๆไปเลย!
แสงแดดอ่อนลงไปแล้ว ประมาณบ่ายสอง
ไม่บ่อยนักที่เราจะได้แกว่งชิงช้าเล่นอย่างนี้ ครั้งสุดท้ายเป็นที่สวนรถไฟ แต่ไม่ประทับใจ เพราะเล่นอยู่เพลินๆ ยามก็มาไล่ บอกว่าให้เด็กๆเล่นเท่านั้น (เออ! เรามันเด็กสูงวัยแล้วนิ) ทำให้รู้สึกสลด และอารมณ์ค้าง
แต่ที่นี่สิ ไม่มีใครมาห้ามเลย อยากแกว่งแรงแค่ไหนก็ไม่มีใครคอยเป็นห่วง…ว่าชิงช้าจะพัง
พอแกว่งไกวจนได้เหงื่อ และเริ่มเมื่อยตรงบั้นท้าย ก็ได้เวลาออกไปเดินเล่นตามลำพัง ไปตามทิศที่เดปุ้นบอกว่าเป็นสนามบาส
เดินค่อนข้างไกล จากเมื่อยตูด เป็นเมื่อยขาแทน
พอไปถึง มันก็เป็นสนามบาสอยู่หรอก มีสนาม มีห่วง แต่ดูไม่ค่อยสมประกอบเท่าไหร ให้นึกภาพว่าถ้าโยนลูกบาสไปโดนแป้นก็ไม่แน่ใจว่าแป้นจะหลุดลงมาหรือเปล่า
และ เป็นสนามที่ว่างเปล่า ไม่มีคนเล่นเลยสักคน
จริงๆอยากจะบ่นว่า เห้อ! ที่เดินมาซะไกล คุ้มไหมเนี่ย
เหลือบมองไปเห็นม้านั่ง ว่าจะนั่งพักสักหน่อย จากที่เดินมาไกลจนหอบ แต่โทรศัพท์ดังขึ้นซะก่อน

ได้เวลากลับแล้ว
หรือถ้าเป็นแบบเทเลทับบี้ ก็ต้องบอกว่า “หมดเวลาสนุกแล้วสิ”
มีอย่างหนึ่งที่เกาะลำพูเหมือนกับสวนรถไฟ คือ ตรงทางเข้าก็มีให้เช่าจักรยานด้วย เพียงแต่มีจำนวนไม่มาก คงไม่เกิน 10 คัน เราไม่ได้เช่า เพราะเราอยู่ไม่นานพอให้คุ้มกับค่าเช่าจักรยานหรอก



หมายเหตุ ทิ้งช่วงการเขียนไปนานทีเดียว เนื่องเพราะ หนึ่ง ไม่ค่อยสะดวกจะเขียนนักถ้ามีคนอยู่ข้างๆ มันเกร็ง
สอง รูปจากกล้องที่ว่าโดนใจเราก็ไม่มี เพราะที่นี่หาที่แสกนไม่ได้ ต้องอดใจรอกลับกรุงเทพก่อน
สาม ก็เพราะไม่มีอะไรจะเล่านั่นละ เรื่องของเรื่องก็คือ เวลาอยู่กรุงเทพ มันมีเรื่องอยากระบายหลายหลาก วันๆก็เจอโน่นเจอนี่ แต่อยู่ที่นี่ ส่วนใหญ่ก็อยู่ในบ้าน
เป็นอันจบ
สวัสดี