-K.BLOG-

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 23,08

สีธรรมชาติ

Filed under: RYOTA — soraris @ 12:30 pm

มาลงรูปอีกตามเคย 

ฟิล์ม120 สไลด์  ล้างน้ำยาสไลด์

ล้างที่เดิม เจ้าเก่า

 เนื่องจากคราวนี้ล้างแบบปกติ  สีเลยออกมาไม่เพี้ยน เหมือนกล้องฟิล์มทั่วๆไปเลยล่ะ

น้งๆ

น้องม.1ทั้งสามคน   สังเกตให้ดีจะเห็นแช้ดดี้ซ้อนอยู่  สีแดงๆน่ะ

ต้นเหตุคือว่า   ลืมเลื่อนเปลี่ยนฟิล์ม (อีกแล้ว)

ภาพนี้เป็นการยืนยันว่า  เด็กอมาตมีความสุข  จริงๆนะ

าร์ทนน

อาร์ท   นอนในห้องได้ทุกวัน และเกือบทุกคาบ

ไม่รู้เพราะง่วงหรือเบื่อกันแน่นะ

แอร์เย็นๆ มันก็น่าเคลิ้มอยู่หรอก

ภาพนี้ฟลุ๊ค  เพราะน้องเขากำลังหัวเราะเริงร่ากับเพื่อน  และไม่ได้ตั้งใจหันหน้าใส่กล้องเราเลย

แต่ก็ติดมาจนได้

นี่แหละ  เขาเรียกว่า ความสุขที่บันทึกได้โดยบังเอิญ

เราเง

รูปนี้มีเราสามคนซ้อนกัน   จริงๆไม่ได้กะให้ซ้อนหน้ากันอย่างที่เห็นหรอก  อยากให้มันโผล่มาด้านข้างมากว่า

แต่กะระยะไม่ถูก

ยังมีรูปอีก  แต่อยากลงวันหลังมากกว่า

กลัวว่าเดี๋ยวไม่มีอะไรจะอัพ   :]

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 22,08

ไม่มีอะไร

Filed under: KINGnut — soraris @ 4:50 pm

หัวเรื่อง”ไม่มีอะไร”  ก็คือเนื้อเรื่องที่ไม่มีอะไรจริงๆ..

 พอดีวันนี้เกิดครึ้มอกครึ้มใจอยากมาเขียน ก็เท่านั้น  เนื่องว่า  อยากลองเขียนวันต่อวันให้มันติดต่อกันให้เป็นสถิติ -  ออกแนวไร้สาระนะ

 สัปดาห์นี้  เป็นสัปดาห์สุดท้ายของการเรียนในม.4แล้ว   และพวกม.3  ก็คงจะรู้สึกเปลี่ยวใจไม่น้อย  ต้องมาจากเพื่อนๆสุดรักไป    อืมมม  เราก็เคยผ่าน  แต่แปลกที่ตอนนั้นไม่ยักเศร้า

   มันเป็นความรู้สึกใจหายมากกว่า  ยิ่งตอนเอารูปเพื่อนที่ถ่ายรวมทั้งห้องมาดู 

ในเบื้องลึก คิดแค่  เราจะได้เจอกันอีกไหมนะ หรือถ้าเจอจะอีกกี่ปี  ตอนนั้นเราจะยังพูดคุยกันได้เหมือนอย่างตอนนี้หรือเปล่า ก็อะไรทำนองนี้ที่คิด   – แต่ แต่ แต่ แต่..   จะว่าไปมันก็ไม่ใช่ความเศร้าอยู่ดี  แค่หวนระลึกถึง รำพึงรำพัน  ไม่มีอะไรพิเศษ

 เอาล่ะ  ใช้เวลาสัปดาห์สุดท้ายกับเพื่อนให้คุ้มล่ะ   เพราะไม่มีอะไรรับประกัน ว่าทุกอย่างจะเหมือนเดิมได้อีกในอนาคต

และที่สำคัญอย่าลืมอ่านหนังสือสอบด้วย!

—————————————–

เรื่องไร้สาระอีกเรื่อง

วันนี้หลังดูหนังในห้องอาหารจบ  ก็รู้สึกว่าสมองด้านชา  ไม่ค่อยรับรู้อะไร 

เหมือนเวลาเดินช้าลง  ยังกับนิยาย – แต่มันเป็นอย่างนั้น จริงๆ

ได้ยินเสียงนกร้องชัดเจนกว่าเดิม

สายตาเห็นใบไม้  ใบไผ่ โบกสะบัด และลำต้นไหวเอน  (อย่างกับนิยายอีกนั่นแหละ)   ได้ยินเสียงสวบสาบจากการเสียดสี  ฟังแล้วชื่นใจ   แดดอ่อนๆ กระทบพื้นสนามเทนนิส  แต่อากาศกลับไม่ร้อนจนเกินไป  ลมก็พัดสบายๆ

โรงเรียนเรานี่สวยเนอะ 

วันพฤหัส, กุมภาพันธ์ 21,08

เปลี่ยวเหงา

Filed under: UNO — soraris @ 2:04 pm

ในสวน

ร่มรื่น

แต่แสนเงียบเหงา

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 20,08

ลุงคนนั้น

Filed under: KINGnut — soraris @ 1:32 pm

ปากซอย พหลโยธิน 51 

      ตามปกติจะมีชายรุ่นลุงคนหนึ่ง นั่งอยู่ที่ลานหน้าร้านขายของริมฟุตบาท  เขาก็คงเป็นคนไร้บ้านอยู่  เสื้อผ้าอาภรณ์บนร่างกายนั้นมีน้อยชิ้น  แต่ละชิ้นหม่นหมองขมุกขมัวบ่งบอกได้ไม่แน่ชัดว่าเดิมเป็นสีอะไร ร่างกายส่วนบนที่ไม่ได้ปกปิด ก็ดูดำแบบคนกร้านแดด กร้านลม นอกจากเสื้อผ้าแล้วสมบัติติดตัวของเขาก็มีเทียนไขหนึ่งเล่ม  และหนังสือไม่มากนัก 

ลานตรงนั้นเรียกได้ว่าเป็นบ้านชั่วคราวให้เขาอยู่อาศัย  เมื่อไรที่เราออกจากโรงเรียน  และรอแท๊กซี่เพื่อกลับบ้าน ก็จะเห็นเขาทุกวัน  บางทีก็นอนคุดคู้  บางทีก็นั่งเหม่อลอย  บางทีก็นั่งกินอาหาร(อันน้อยนิด) และที่น่าแปลกที่สุด  ที่ทำให้เราต้องมาสนใจลุงคนนี้ก็คือ   บางวันเขาเอาหนังสือมากางอ่าน  และจุดเทียนไขส่องสว่าง   ในมือก็จับดินสอ  ขีดๆเขียนๆอะไรบางอย่างลงไปในกระดาษยับยู่ยี่  

เราพยายามเพ่งมอง    .. นั่นคือหนังสืออะไร?

แปลกนะ   ที่ชายคนหนึ่ง  ผู้ดูเหมือนไร้การศึกษาจะนั่งอ่านหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจ   จะหาว่าเราสอดรู้สอดเห็นก็ไม่ได้   

ในที่สุดเมื่อดูให้ดีๆเราก็เดาได้ลางๆ  ว่านั่นคงเป็นหนังสือเรียน!

วันต่อๆมาอีกหลายวัน มีผู้หญิงร่างท้วมคนหนึ่ง ในชุดยูนิฟอร์มสีฟ้า เดาว่าเป็นพนักงานทำความสะอาดที่ห้างไหนสักแห่งแถวๆนั้น    เธอยื่นถุงมะม่วงให้ลุง  ลุงแกยกมือไหว้ขอบใจใหญ่

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจของเรา

ทันทีที่ได้เห็น ก็คิดไว้เลยว่าวันหลังจะเอาของกินหรือหนังสือมาให้บ้าง  เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆจากคนแปลกหน้าที่เห็นกันอยู่ประจำ 

ก็ได้แค่คิด   นานวันไปกลับลืมเลือน    เพราะอะไร?

อาย ?

ขี้เกียจ?

คิดว่าไม่ใช่เรื่องของเรา?

กลัวลุงเพราะลุงเขาดูสกปรก?

ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด  ในที่สุดความคิดเมตตาก็หายไป  เป็นความเคยชินที่ต้องเห็นลุงนอนคุดคู้ไร้อนาคตอยู่ทุกวันๆ

    แต่ในวันนี้เรากลับได้นึกถึง  

เมื่อเดินออกมารอแท๊กซี่หน้าปากซอย   น้องชายก็ถามลอยๆว่า  ลุงคนนั้นเขาไปไหนแล้วละ

เราเบือนสายตาไปมองอย่างไม่ใส่ใจนัก  แต่พอได้เห็นพื้นที่ว่างเปล่าขาวสะอาด  ไร้กองก้อนดำๆอย่างที่เคยเป็น  ราวกับภาพนั้นสะกิดใจ

คำถามหลากหลายประเด็นก็ผุดขึ้นมาให้ขบเล่น  

แต่คำถามที่อยากรู้ที่สุด”ป่านนี้ลุงจะมีบ้านอยู่รึยังน้อ”

————————

*เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 16,08

UNO

Filed under: UNO — soraris @ 1:24 am

วันพฤหัส, กุมภาพันธ์ 14,08

เปิดตัวUNO

Filed under: UNO — soraris @ 4:22 pm

ในที่สุดก็เอารูปของUNO มาลงจนได้  หลังจากที่เราอิดออดมานาน  เพราะขี้เกียจจะยกโน้ตบุ๊กไปแสกนรูป    ประกอบกับไม่ค่อยมีเวลาด้วย

 แต่แล้วเธอก็มา .. จนได้

UNO  คือใคร?  ก็สหายเราอีกคนหนึ่งนั่นล่ะ (เช่นเดียวกับ”ไอ้หมี”) แต่ทั้งนี้  เขา/เธออาจจะอยาก หรือไม่อยากเปิดเผยตัวก็ได้  จึงไม่มีความจำเป็นต้องบอกชื่อจริง

——–

ขอประเดิมกับงานแรกสุดที่เธอคงไม่ได้วาดอย่างจริงจังเท่าไหร่  แต่เราว่าน่าสนใจดี  

ถือเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ

ยัง  ..

ยังไม่หมดแค่นี้  แต่วันนี้ขอไปนอนก่อนล่ะ

เดี๋ยวกลายเป็นชาวแพนด้าพลาเนตเต็มตัว

คึกคักวันรักเบ่งบาน

Filed under: KINGnut — soraris @ 1:01 pm

วันนี้วันวาเลนไทน์    เราคิดว่ามันสนุกดีนะ 

ไม่ใช่เพราะว่าได้ของอะไรมาเยอะแยะเพราะไม่ได้เป็นคนป๊อบอยู่แล้ว :] แต่มันเป็นวันหนึ่งที่ทุกคนพร้อมจะบอกรักกัน  ทั้งแบบชายหญิง  หรือเพื่อนรักเพื่อน  แม้แต่เพื่อนร่วมห้องเรียนที่ปกติแทบไม่ได้คุยกัน  แต่พอมีการให้ช็อกโกแลตหรือสติ๊กเกอร์กัน  ก็ทำให้เกิดรอยยิ้มมอบให้กันได้ 

มันให้ความรู้สึกดีๆ  ..บอกไม่ถูก 

จำเป็นด้วยหรือ ที่วันนี้ทุกคนจะต้องสมหวังกับความรัก   ได้ดอกกุหลาบแดงมาเชยชม  จึงจะพูดได้เต็มปากว่า  วาเลนไทน์นั้น”สำคัญ”

   ไม่จำเป็นหรอก

เราคนหนึ่งล่ะ ที่คิดว่าวันนี้เป็นวันพิเศษ  แม้จะไม่ได้แปลกจากวันอื่นๆมากเท่าไหร่  แต่เป็นวันที่ความรู้สึกดีๆเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งวัน 

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 10,08

เป็น

Filed under: KINGnut — soraris @ 12:58 am

เราเพิ่งใช้เวลาสองสามวันนี้ในการอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของปราบดา หยุ่น เล่มนี้ไม่อาจนับเป็นหนังสือออกใหม่ได้แล้ว เพราะก็เห็นหน้าค่าตาของสันปก อยู่ในมุมของร้านหนังสือมานานแล้ว(อยู่ในมุมจริงๆ แต่ก็เป็นมุมที่เราชอบไปขลุกอยู่มากที่สุด)

                      หนังสือเรื่องนี้มีชื่อว่า “เป็น:ความเรียงว่าด้วยลมหายใจในตัวหนังสือ”

             

 

     คือตอนที่เราซื้อมา  ไม่รู้หรอก ว่าหนังสือเล่มนี้แท้จริงแล้วเขียนมามีจุดประสงค์อย่างไร   ยอมรับเลยว่า ซื้อมาเพราะเป็นปราบดาเขียน  แต่มันก็ไม่แปลกหรอกที่จะตัดสินใจอย่างนั้นเพราะปราบดาไม่เคยทำให้เราผิดหวัง  จริงๆนะ

ก็อย่างที่ชื่อหนังสือบอก  มันว่าด้วยชีวิตที่รังสรรค์ขึ้นบนหน้ากระดาษ   (ตรงส่วนว่าเนื้อหาเป็นอย่างไรก็ขอละไว้  เพราะต้องไปอ่านและวิเคราะห์กันเอาเอง)

สำหรับเรา  หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่อ่านแล้วรู้สึกว่า  ตัวเองมีความโง่หลายๆอย่างที่ปราบดาช่วยสงเคราะห์บอกทัศนคติของเขามาให้ อ่านแล้วเราก็ เอ้อ…  ทำไมเราไม่เคยคิดอะไรดีๆอย่างนี้มาก่อนนะ อ่านแล้วมันปิ๊งปั๊งขึ้นมาเลย

จริงอยู่ เราไม่ใช่คนที่จะเอาดีทางด้านเขียนหนังสือจนเป็นอาชีพหาเลี้ยงตัว แต่เราก็เป็นคนหนึ่งที่หลงใหลความงามของวรรณศิลป์ อยากจะชื่นชมและได้สัมผัสมันอยู่เสมอๆ  เมื่อไม่ได้อ่านหนังสือนานๆก็จะรู้สึกผิดกับตัวเอง  เหมือนทำตัวตีจากเพื่อนสนิทคนหนึ่งไปเลยทีเดียว  และสำหรับคนที่รักหนังสือแล้ว  ตัวอักษรในหนังสือก็คือสิ่งที่สำคัญมาก

และหนังสือเรื่อง”เป็น”นี้ก็ช่วยทำให้เราได้มองอะไรที่แตกต่าง  ได้คิดใหม่  ทำใหม่  และที่สำคัญ  ทำให้เรากล้าที่จะเขียนมากขึ้นด้วย   โดยไม่ต้องกลัวว่ามันจะเป็นขยะ

ขอบคุณ ปราบดา หยุ่น อีกครั้ง

—————————————————————

ช่วงที่อกหักนี่  การอ่านหนังสือช่วยได้มากเลย เพราะมันทำให้เราหลุดเข้าไปอีกโลก ความคิดพรั่งพรูขึ้นในสมองแล้วความคิดเน่าๆก็กระเด็นออกไป 

แต่  นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า  ทุกคนจะมีสมาธิในการอ่านเหมือนกันหมด

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 9,08

ขออภัย

Filed under: KINGnut — soraris @ 5:03 pm

ช่วงนี้ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ใดๆบังเกิดขึ้นในหัวสมองของเราเลย  คงเพราะอากาศเปลี่ยนแปลง   และมรสุมที่โหมกระหน่ำ  พัดเอาไอเดียต่างๆในหัวลอยกระจัดกระจาย บ้างทับถมจนไม่เหลือเค้าเดิม

เพราะฉะนั้น  จึงยังไม่มีงานใหม่ๆเข้ามานำเสนอ  แต่คนอ่าน คนชมอย่าเพิ่งลาร้างห่างหายกันไปก็แล้วกัน

 ถ้าคิดอะไรดีๆออก  จะมาเขียนทันที

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 2,08

วันที่5 เด็กไร้ตา และดอกไม้ไฟ

Filed under: ไอ้หมี — soraris @ 3:19 pm

งานเขียนชิ้นนี้ เขียนโดย: ไอ้หมี

—————————————————————————

วันที่ห้าธันวา เด็กไร้ตา และพลุไฟ”

ณ ท้องสนามหลวง และศาลากลางจังหวัดทั่วประเทศ สิบเก้านาฬิกากว่าๆ ของค่ำคืนวันที่ห้าธันวาคม  ประชาชนคนไทยล้วนพร้อมใจกันจุดเทียนชัยถวายพระพรแด่พระมหากษัตริย์ด้วยความจงรักภักดี,

        โฟกัสลงมาที่สถานที่เล็กๆ แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร คนที่นั่นกำลังตั้งใจฟังเสียงจากเครื่องรับโทรทัศน์ภายในห้องโถงโล่ง  อันใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมทุกประเภทตั้งแต่ สนามแข่งขันกีฬา เวทีประกวดร้องเพลง รวมไปถึงร้านตัดผม แต่วันนี้พวกเขาทั้งหลายต่างยืนสำรวม สงบนิ่ง ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะเงี่ยหูฟังว่าในโทรทัศน์นั้นมีอะไร…

เจ้าหน้าที่เริ่มเดินแจกเทียนไข ซึ่งมีกล่องนมตัดครึ่งเสียบตรงกลางเพื่อป้องกันหยดน้ำตาเทียนไม่ให้ไหลย้อยลงมาโดนมือ… ซึ่งกล่องนมเปล่าเหล่านี้อาจจะไม่จำเป็นสำหรับ “คนที่มองเห็น” แต่สำหรับเด็กตาบอดแล้ว ค่อนข้างจำเป็นมาก… แต่น่าเสียดายที่ กล่องนมเปล่าเหล่านี้ แม้จะตัดเป็นลายกนกสวยงาม แต่ก็ไม่อาจป้องกันเปลวเทียนที่อาจจะเผลอลุกไหม้เส้นผม หรือเสื้อผ้า ของเด็กๆ ได้ ถ้าเพียงแต่พวกเขาจะถือมันไว้ใกล้ตัวเอง (หรือเพื่อนๆ จนเกินไป)

        เด็กหญิงฟาง ชั้น ป.1 ห้องครูอุ้ย ถามว่า วันนี้เป็นวันอะไรทำไมถึงจุดเทียน, และเมื่อเธอฟังเสียงจากโทรทัศน์ ประโยคคำถามต่อมาคือ สนามหลวงเป็นยังไง และ อีกมากมายหลายสิบคำถาม ซึ่งถ้าหากใครมีโอกาสได้อยู่กับเธอเหล่านี้ ก็จะต้องเป็น “อับดุล” ถามอะไรต้องตอบได้หมด… เคยสงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไม เด็กๆ เหล่านี้จึงไม่เคยหมดคำถามสักที… ยิ่งเราตอบคำถามไปเท่าไหร่ พวกเขาก็จะมีคำถามใหม่ที่เกิดจากคำตอบที่เราให้ไปนั่นแหละ… เสมอๆ ดังนั้นแล้ว  คนตอบคำถามจึงต้องช่างอธิบายพอสมควร คำถามที่ไม่คิดว่าจะถูกถามเช่น ปูอัดเป็นยังไง มีสีอะไร? ดอกไม้ดอกนั้นสีอะไร รถเมล์หน้าตาเป็นยังไง พระเยซูหน้าตาเหมือนใคร เป็นต้น…
         สักพัก ครูจึงประกาศว่า ต่อไปพวกเราจะจุดเทียนพร้อมกันแล้วนะ… เด็กๆ ต่างก็ยื่นเชิงเทียนของตัวเองออกมาให้จุดเทียน และเมื่อเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังขึ้น… เด็กๆ ไม่รอช้าที่จะร้องตามอย่างคล่องแคล่ว เสียงดังฟังชัด…

ทุกเสียงนั้นเปล่งออกมาด้วยใจ…. 

ในความมืดของห้องโถง มีเพียงแสงเทียนจากเด็กๆ ร้อยห้าสิบกว่าคนและเสียงเพลงที่ทุกคนพร้อมใจกันร้องถวายแด่ในหลวงของปวงชนชาวไทยนั้น ทำให้คนที่ยืนอยู่ด้วยกัน อดไม่ได้ที่จะร้องดังๆ บ้าง…

เมื่อจบกิจกรรมการจุดเทียนชัยถวายพระพรแล้ว ครูก็แจ้งว่าให้นักเรียนทุกคนขึ้นตึกนอนได้…

โทรทัศน์ยังไม่ถูกปิด…เสียงที่ดังออกมาคือ

“ต่อไปจะเป็นการจุดพลุ….”

พลุไฟที่ถูกจุดขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างสวยงาม อลังการ… อาจตรึงคนตาดีให้จ้องอยู่ที่หน้าจอโทรทัศน์ได้หลายนาที…

แต่สำหรับเด็กหญิงตาบอดชั้นอนุบาล… เธอมีคำถามขณะเดินขึ้นตึกนอนว่า

“พลุเป็นยังไง มันเป็นสีอะไร มันร้อนไหม…”

และเธออาจจะมีคำถามมากกว่านี้ถ้าไม่ต้องถูกรุนหลังให้ขึ้นตึกนอนไปเสียก่อน….

“หนูอยากเห็นพลุจัง”

ประโยคไล่หลังมา ของเด็กหญิงไร้ตาคนหนึ่ง…/

เรื่องที่เก่ากว่า

บลอกที่ WordPress.com .