คืนวันที่ 21 พ.ย.50-รุ่งเช้าของวันที่ 22พ.ย.50
ฝันว่า “หายใจไม่ออก คอแห้งผาก- เหมือนกำลังจะตาย”
หลังจากที่ตื่นขึ้นมานั่งกินข้าวแล้วค่อยๆพิจารณาถึงความฝันนั้น
ก็ได้คิดคำถามหนึ่งว่า ที่สุดแล้ว ความตายน่ากลัวจริงหรือ?
มันอาจเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุด ที่มนุษย์บางคน(หรือสัตว์บางตัว)
ร อ ค อ ย
คอยเฝ้านับถอยหลังให้ถึงเวลาที่จะได้สัมผัสรสชาติความลี้ลับนั้น – - – ยิ่งรอ,เหมือนยิ่งช้าลงทุกขณะ
อาจจริง/ ที่เราไม่จำเป็นต้องรอ ให้ถึงเวลาที่(อาจถูก)กำหนด
แต่หากลงมือปลิดชีพตัวเองโดยเจตนา จะถูกตราหน้าถือเป็น ‘บาป’ อย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งๆที่ก็ไม่ได้คิดว่าการกระทำเช่นนั้นจะเดือดร้อนตรงไหน เราไม่เคยมีอยู่มาก่อน หากเราจะหายไป มันจะกระทบต่อผืนพิภพนี้สักเท่าไรกัน? ก็แค่เพียง
เศษละอองธุลีอันต้อยต่ำ กะจิดริดในจักรวาล
จะทำอย่างไร
เกิดคำถามผุดขึ้นอีกว่า “ใครกันที่โยนเราลงมาในห้วงเอกภพอันมืดมิด และเย็นเยือกนี้ ขังเราเอาไว้ ไม่ให้เห็นทางออก ปล่อยให้คร่ำครวญเฝ้าคิดหาคำตอบว่ามีสรรพสิ่งใดนอกห้วงกาฬพิภพ”
จริงๆ เราไม่ได้อยากรู้ว่า “ใคร” เราแค่ โหยหา ครวญครางให้บุคคลนั้นปลอยเราไปเสียที
เพราะรู้ไปก็เท่านั้น เราไม่ได้ปรารถนาจะอยู่เค้นความจริง ขอแค่ให้มันจบ เนื้อาหาไม่สนใจ
สำหรับคนอื่นๆรอบกายเรา เขาไม่มีทีท่าจะสนใจเรื่องพรรค์นั้นเลย มีอีกหลายเรื่องราวในชีวิตให้ขบคิด แก้ปัญหา เล่นสนุกกันต่อไป
“คนกลุ่มนั่นโชคดี” เราคิด
ไม่ต้องกุมขมับ เค้นสมอง คิดอะไรลำบากจิต เช่น พวกเรา
คำสารภาพ
เราอยากปิดสวิทซ์ตัวเอง ให้ระบบชีวิตและวงจรความคิดดับลง ให้ทุกสิ่ง
ว่ า ง – เ ป ล่ า
ไม่มีแม้แต่สีดำหรือสีขาว
ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า สว่าง หรือ มืดมิด
ไม่มี
ไม่มี
ไม่มีแม้แต่ความ “ไม่มี”
หรือว่าคนบ้าเข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุด?????
(เขียนขึ้นในชั่วโมงเรียนเคมี เขียนเสร็จเวลา 13 นาฬิกา 29 นาที วันที่ 22พ.ย.50)