หนึ่งวันกับPloY&KhiNg
โปรแกรมท่องเที่ยวที่จะเล่าต่อไปนี้ ใช้เวลาสามวันในการตระเตรียม
และนัดกันตอนเที่ยงคืนกว่าๆ…..
สรุปคือวันนั้นไม่ได้บอกใครที่บ้านเลยว่าจะไปเที่ยว เช้ามาพ่อกับแม่ก็ไม่อยู่บ้าน ก้านก็นอนสลบเหมือดเนื่องจากฤทธิ์ของเกมBully ที่เล่นจนดึกดื่น เราจึงย่องออกจากบ้านหายหน้าไปเลย
โปรแกรมแรกที่ไปกันคือ Korean Town นั่งรถBTSไปลงสถานีอโศก
คราวก่อนมากันสี่ วันนี้มาแค่สอง… เรากับพลอย แต่ล่อกินอารไปเท่าคนสี่คน
เลี่ยน และแน่นท้องมากกก… ขนาดเดินผ่านรูปอาหารเกาหลียังรู้สึกคลื่นไส้
กินอาหารเสร็จ เงินหายไปเกินครึ่ง ไม่เป็นไรๆ ยังไงก็ไม่ต้องกลับเองอยู่แล้ว พ่อต้อยไปส่ง เรื่องเงินไม่เป็นปัญหา ฮ่าๆ
เดินโขยกเขยกออกจาก Korean town อย่างยากลำบาก แบกพุงน้อยๆขึ้นBTS ไปสยาม
ไปซื้อตั๋วหนังที่พารากอน ตอนแรกอยากดูบอดี้ศพ19 แต่พลอยมันดูแล้ว และใจจริงเราก็กลัวด้วยแหละ
เลยดูเรื่อง สายลับจับบ้านเล็ก – ก็ดี หนังเข้านานแล้ว คนน้อย ส่วนตัวดี
หนังรอบสี่โมงห้าสิบ
ตอนนั้นบ่ายสอง เราเลยเดินไปแอพพลายด์ ไปสมัครเรียน แล้วก็เดินเล่นแถวนั้นนิดหน่อย
ไปร้าน I:SHIMARU ไปซื้อซีดี ทำให้ได้รู้ว่า อัลบั้มที่สาม-สี่เว่นได้วางขายในไทยแล้ว(เย่!)
จากนั้นก็ไปนั่งเล่นรอเวลาที่ร้านนม นั่งแกะซีดีออกมาดูรูปเว่น พลอยก็เปิดนิตยาสารให้ดูดาราเกาหลี
ถ้าเป็นคนอื่นเปิดเราคงแหวะและเบือนหน้าหนีด้วยความหน่าย แต่ไอพลอยมันมีอิทธิพลกับจิตใจเรามาก มันแพร่เชื้อให้เราอีกละ!!
กลับมาเดินตรงอินดี้อินทาวน์
ไอ้เราไม่เท่าไหร่หรอก แต่พลอยมันเบื่อสยามมาก เลยชวนกันไปสยามดิสเพราะเราจะได้ไปดูร้าน ROOM interior product ฆ่าเวลา
ระหว่างที่เดินในร้าน เราชวนคุยเรื่องเรียนสถาปัต เพราะพ่อพลอยก็จบสถาปัตและนักเขียนที่เราชอบสองคน(และอาจมีคนที่สาม)ก็จบสถาปัต พลอยมันบอก “ยากนะ..”
เห้อ ~ ว่าแล้ว เราก็ยิ่งขาดความสร้างสรรค์อยู่ด้วย สงสัยไม่รอด
จริงๆเราก็ไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองอยากเรียนอะไร มันดูไม่มีจุดแข็งหรือจุดอ่อนที่เห็นได้ชัด
เหมือนคนไร้สาระ เรื่อยเปื่อยไปวันๆ ยังไม่เจออะไรที่ท้าทาย
อย่างน้อยพลอยมันก็ยังรู้เลยว่าตัวเองชอบเต้น และทำได้ดีซะด้วย
ดูหนังเสร็จประมาณหนึ่งทุ่มกว่าๆ หนังซึ้ง นางเอกน่ารัก ดูแล้วทำให้นึกถึงใครคนหนึ่ง ด้วยความคล้ายในหลายๆด้าน แต่ก็ไม่แน่..เดี๋ยวนี้เขาอาจเปลี่ยนไปแล้วก็ได้
แค่ “นึกถึง”ตอนดูหนัง หลังจากนั้นกลายเป็นความคิดถึง
ยังไม่อยากกลับบ้าน
เดินที่สยาม (อีกและ!)
เป็นเพราะอาการอาลัยอาวรณ์หลังดูหนังจบ การเดินสยามตอนกลางคืนจึงเข้ากับอารมณ์มาก
แสงสี ตรอกซอย ความมืดในมุมอับ เสาไฟ เสียงเพลง สายลมเย็นสยิวผิวหน้า ผู้คน ป้ายโฆษณา คนหน้าตาดีที่เดินกันขวั่กไขว่
ยิ่งเดินยิ่งเหงา – - – แต่เราก็ชอบนะ
ไปกินไอติมที่ iberry เราไม่ได้กินหรอก ไม่มีตังค์แล้ว
ระหว่างที่พลอยนั่งกิน(ตอนแรกมันก็ยืนกรานให้เรากินด้วย) เราก็มองดูร้านไปเรื่อยๆ ชอบร้านนี้ สวยดี แค่ได้นั่งในร้านสวยๆแบบนี้ก็สุขใจแล้ว ต่อมสร้างสรรค์มันเต้นระบำ
ที่โรงเรียน เราไม่เคยชอบเรียนศิลปะเลย มันเป็นความอึดอัดด้วยซ้ำ เมื่อต้องสร้างงานขึ้นมาสักชิ้น
เวลาวาดรูปเล่น ก็วาดได้ไม่ดี ขนาดว่า วาดแล้วต้องขยำทิ้ง (ยกเว้นงานที่ต้องส่งที่โรงเรียนนะ ไม่บ้าขนาดนั้น)
แป้งจี่บอกว่า “เราไม่ลายเส้นเป็นของตัวเอง” เราเห็นด้วยอย่างมาก
เราทำได้ก็แค่ลอก สเก็ตตามแบบ ไม่เคยคิดงานอะไรได้เอง
จำไว้ในสำนึกส่วนลึกเลย เราไม่เหมาะกับทางนั้นหรอก
แต่เราชอบดูผลงานศิลปะ ชอบบุคลิกคนทำงานศิลปะ เรามองเป็นความเท่ ที่โคตรเท่ มีเสน่ห์ คงเพราะเป็นสิ่งที่เราเป็นไม่ได้
(ปราบดา หยุ่น จบมา ด้านศิลปะ)
สรุปคือ เราว่าคนทำงานศิลปะ ที่ทำงานออกมาอย่างสร้างสรรค์ เป็นบุคคลที่เราอยากรู้จัก เราเชื่อว่า คนกลุ่มนี้มีทัศนคติหลายอย่าง ที่ไม่เหมือนคนกลุ่มอื่น
เวลาอ่านงานของปราบดาที่เป็นบทความ เขาแสดงมุมมองความคิดของเขาในเรื่องต่างๆ(เช่น ในหนังสือ “เรื่องตบตา”) เราเป็นต้องประทับใจกับความคิดของเขา เราเห็นด้วย เราคล้อยตาม
มันไม่ใช่เพราะความงมงาย ไม่ใช่ว่าเพราะเขาคือปราบดา นักเขียนชื่อดัง
เพราะขนาดนักเขียนคนอื่นหลายคน แม้แต่นักเขียนซีไรต์ที่ว่าเก่งๆ เรายังไม่คล้อยตามขนาดนี้ เพราะหลายเรื่องเราก็ไม่เห็นว่าจริง
- – -พลอยกินเสร็จแล้ว
เรานั่งBTS(ความจริงแล้วยืนเกาะราว) กลับหมอชิต ระหว่างทางก็ถ่ายรูปกันไป ถ่ายรูปตัวเองนั่นแหละ เป็นความทรงจำที่ไปเที่ยวในวันนี้ พยายามหาเทคนิคอื่นๆในการถ่าย ไม่อยากให้มันซ้ำกันทุกรูป
หลังจากพลอยย้ายโรงเรียนไป นานๆทีถึงจะได้มาเที่ยวกันอย่างนี้
เมื่อก่อนก็ไม่ได้รู้สึกหรอก เป็นแค่ชีวิตประจำวัน แต่เอาเข้าจริง ตอนนี้อยู่โรงเรียน เราเข้ากับใครไม่ได้เลย คือว่าคุยได้ เป็นเพื่อนกัน นั่นก็จริง แต่เชื่อว่าอะไรในตัวเราหลายอย่างเป็นกำแพงขวางที่ทำให้คนอื่นไม่สนิทใจที่จะคบ
กลับถึงบ้านสามทุ่ม พ่อยังไม่กลับ
แม่นั่งทำงานอยู่หน้าคอมฯ ซื้ออาหารมาฝากเราด้วย
เราไม่อยู่บ้านทั้งวัน ——– ไม่มีใครสะทกสะท้านเลย
เศร้าใจจัง