-K.BLOG-

วันจันทร์, พฤศจิกายน 9,09

รูปแบบ

Filed under: สัพเพเหระ — soraris @ 8:39 am

เมื่อวานไปสอบมา เหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก
เราทำข้อสอบปรนัยได้เรื่อยๆ(ปล่อยไหลน่ะ) แต่พอถึงส่วนของย่อความ-เรียงความ ก็ต้องมาตั้งสมาธิ นึกถึงตอนที่ตัวเองเขียนบล็อก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ฟืดดด….. ให้ออกซิเจนไหลเข้าสู่กระแสเลือดไปเลี้ยงสมอง ก่อนหน้านี้เราเข้าใจผิด คิดว่าส่วนของการย่อความนั้น เขียนอย่างไรก็ได้ แค่เอาใจความสำคัญในเนื้อหามาได้ก็พอ เราจึงไม่หนักใจมากนัก
แต่เมื่อวานตอนนั่งกินข้าวเที่ยง เพื่อนเราที่อยู่โรงเรียนอื่นสองคนนั่งติวรูปแบบการเขียนย่อความอย่างตั้งอกตั้งใจ รูปแบบที่ว่านั่นคือการขึ้นหัวของย่อความ เป็นต้นว่า ย่อความเรื่อง…ของ…คัดจาก….หน้า….. ซึ่งอันนี้เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ยังมีรูปแบบอื่นๆเช่น นำมากจากพระบรมราโชวาทก็ต้องอีกแบบ ยาวมากๆ
เราสงสัย
“ต้องเป๊ะด้วยหรอ?”
“เออสิ! แค่เค้าเห็นว่ารูปแบบผิด เค้าก็กาหัวข้อสอบแล้วนะ”
“เหวอออออ จริงอ่ะ ทำไมเค้าทำงั้นวะ เน้นรูปแบบไม่เน้นเนื้องาน *%$&#”
เราหงุดหงิดมาก แต่ก็เหลืออีกไม่กี่นาทีแล้ว จำเป็นต้องขอยืมมาส่องดูสักหน่อย อย่างน้อยก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้า เห้อ ~ แล้วอย่างนี้จะเขียนเรียงความไปรอดไหม

ตัดฉากมาที่ห้องสอบ
ณัฐกานต์มีเวลาเหลือ 30 นาทีเท่านั้น สำหรับการเขียนเรียงความที่หัวข้อเ้ข้าใจยากเหลือเกิน ไม่ไหวล่ะ! ถ้ามัวแต่มานั่งตีความว่าเขาอยากให้เราสื่ออะไร ก็คงจะหมดเวลาพอดี เราจึงด้นสด ตามสไตล์เซอเรียลริสม์(ไม่ใช่แล้ว- -) ไปๆมาๆ ก็เขียนไม่จบอยู่ดี ถึงขั้นว่า เขียนยังไม่ทันจบประโยค กรรมการคุมสอบก็บอกว่า หมดเวลา วางปากกา มิฉะนั้นจะถือว่าทุจริต
เอิ่ม จบไปแบบนั้น เราไม่สบายใจเลยจริงๆ

เขียนบล็อกนี่ง่ายกว่าเยอะ

วันอาทิตย์, ตุลาคม 25,09

เรื่องเรา

Filed under: 4415029 — soraris @ 11:17 am

ช่วงนี้เขียนอะไรก็เกี่ยวกับตัวเองทั้งนั้นเลย อาจเป็นเพราะไม่อยากวุ่นวายเรื่องคนอื่นให้เปลือองสมอง เช่น เรื่องการเมือง เรื่องสังคม เรื่องการศึกษา(อย่าให้บ่นเลย หึๆ)
ตอนนี้ขออยู่กับเรื่องตัวเองเงียบๆ แล้วก็ส่งต่อความรู้สึกต่างๆมาทางบล็อก เราถือว่าบ่นทางนี้ เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นน้อยที่สุด เพราะใครไม่อยากรับรู้ก็แค่ปิดหน้าจอนี้ไป

การบ่นโดยทั่วไปแล้ว 90% ของผู้ที่เราบ่นด้วยนั้น เขาไม่อยากจะฟัง เพราะแต่ละคนต่างก็มีความทุกข์เป็นของตัวเอง และทีสำคัญ ต่างคนต่างคิดว่าทุกข์ของตนนั้นสำคัญที่สุด
แล้วอย่างนี้ใครจะอยากไปฟังปัญหาของคนอื่นล่ะ

พอแล้ว เดี๋ยวมาบ่นต่อ

วันเสาร์, ตุลาคม 24,09

bookaholic

Filed under: สัพเพเหระ — soraris @ 12:15 pm

เมื่อวันก่อนไปเที่ยวเกาะสมุยมา ที่นั่นนับว่าเจริญพอๆ(หรืออาจมากกว่า) ตัวเมืองของสุราษฎร์เลยที่เดียว
เราได้แวะเข้าไปเดินในห้างบิ๊กซีของที่นั่น บรรยากาศเงียบเหงา ไม่ค่อยมีคนเดินชอปปิ้งเท่าไหร่
เข้าไปหาอาหารเจกิน เมื่ออิ่มแล้วก็เดินตระเวนดูร้านรวงต่างๆ ถึงแม้ว่าที่นี่จะเงียบเหงา ร่อยหรอผู้คน แต่สินค้าที่นำมาขายก็ทันสมัยพอๆกับที่กรุงเทพฯ เราเหลือบมองไปเห็นป้ายแดงๆที่คุ้นเคย ป้ายของร้านซีเอ็ดบุ๊ก

อืม.. วันก่อนเราเพิ่งไปเดินงานหนังสือนี่นา — อืม.. แต่เวลานั้นก็เหลือเยอะ ไม่รู้จะทำอะไรดี  — สรุปคือเราเดินก้าวฉับๆเข้าร้านอย่างมั่นใจ

ไม่คิดเลยว่า หนังสือที่นี่จะมากมายและน่าอ่านน่าซื้อถึงเพียงนี้ แต่ละเล่มนั้นน่าสนใจเสียยิ่งกว่าซีเอ็ดบุ๊กสาขาท๊อปเกษตรเสียอีก นี่ขนาดมาไกลถึงเกาะสมุยนะเนี่ย! หนังสือยังหลากหลายและทันยุคสมัยกว่ากรุงเทพอีก เราอยากได้จนน้ำลายไหลถึงสี่เล่ม แต่ ต้องไม่ลืมว่าเราเพิ่งไปโซ้ยแหลกที่งานมหกรรมหนังสือมาหยกๆ เราจึงต้องทำการตัดช้อยจากสี่ตัวเลือกเหลือแค่สอง (ยังกะทำข้อสอบ) แล้วควักแบงค์พันจ่ายไป เพื่อแลกกับ”โอดิสซี”และ”โลกของโซฟี” หมดไปห้าร้อยกว่าบาท … นี่ขนาดยั้งคิดแล้วนะเนี่ย

วันอาทิตย์, ตุลาคม 4,09

ทุกงานเขียนเขียนเพราะทุกข์

Filed under: KINGnut — soraris @ 11:57 pm

แหงนหน้ามองฟ้าหม่น นี่ฟ้าหม่นจริงหรือใจเราเองที่หม่นหมอง

สองมือกำแน่น เหยียดแขนออกขนานลำตัว

ความกลัวหรือ.. ที่กัดกินใจเราอยู่ทุกวินาที
หรือหากเป็นความเศร้าที่ติดตัวเราตั้งแต่วันที่ถูกตัดสายรก ความเศร้าที่ทำให้ต้องหลั่งน้ำตาอยู่เป็นนิจ จนโดนคนอื่นครหาว่าแสนอ่อนแอ

วันนี้อายุสิบเจ็ดกว่าปี อยากสลัดความปวกเปียกทั้งปวงทิ้งไว้ -อยากเป็นสิ่งมีชีวิตที่เขาเรียกกันว่า ผู้ใหญ่
แต่การกระทำเช่นนั้นใช่พลังงานมหาศาล และต้องแหงนหน้าอยู่อย่างนี้

อย่าปล่อยให้น้ำใสใสในดวงตาได้ร่วงหล่นลงมากระทบดิน

วันอาทิตย์, กันยายน 13,09

วันวานที่เขาชนไก่

Filed under: RYOTA — soraris @ 8:44 pm

เขาชนไก่

วันศุกร์, กันยายน 11,09

เพราะเราเป็นเพียง.บัวใต้น้ำ

Filed under: KINGnut — soraris @ 6:20 pm

เรากำลังจมน้ำ .. แรงดันจากความหนาแน่นของน้ำนั้นดันเข้ามารอบๆร่างกายและแทรกซึมไปตามผิวหนัง ราวกับว่าร่างกายเราอาจแตกสลาย ป่นขยี้ไปด้วยแรงดันมหาศาลนั้น

น้ำเต็มนัยน์ตา เราก็กลับลืมตาสู้ ด้วยไม่อยากอยู่ภายใต้ความมืดซึ่งสร้างความไม่แน่ใจว่ากำลังเผชิญอยู่กับสิ่งใด แต่การลืมตานั้นสร้างความแสบร้อนรอบเบ้าตา ยากจะทานทน

เรากำลังจมอยู่ในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล?
หรือนั่นเป็นเพียงจินตนาการที่เกินจริง 

บางที..  บางที เราอาจแค่ลื่นไถลจมลงมาในบึงเตี้ยๆเท่านั้น อาจแค่เพียงทนฝืนสักอึดใจทะยานตัวขึ้นมาก็คงโผล่พ้นผืนน้ำ

แต่เรากลับกลัว เรากลับสิ้นหวัง เพราะมันออกจะแน่ชัดว่าที่นี่มืดมิดเหมือนดังมหาสมุทร และแน่นอนว่าหากเป็นเช่นนั้น การทะยานตัวครั้งสุดท้ายก็เป็นเพียงความพยายามที่ไร้ผล
เพราะว่าแม้ทะยานสุดแรงเกิด … กลับเจอแต่เพียงผืนน้ำที่ว่างเปล่าอย่างเดิม แล้วลมหายใจก็สิ้นไปด้วยความผิดหวัง

เราอาจขี้ขลาดที่คิดเช่นนี้ แต่เป็นสิ่งที่สบายอย่างที่สุด ที่จะปล่อยให้ออกซิเจนในร่างกายค่อยๆหมดไป จนกระทั่งการลืมตาสู้น้ำก็ไร้ผล เพราะสมองหยุดทำงานและภาพทั้งหลายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตก็จะเป็นเพียงแค่ภาพลวง สิ่งที่เห็นในมโนสำนึก(หากยังมี) ก็เป็นภาพหน้าจอสีดำมิด—ความมืดที่เราหลีกเลี่ยงมาตลอด แต่เมื่อถึงตอนนั้นอาจไม่เหลือซึ่งความกลัว เพราะวิญญาณนั้นสิ้นแล้ว

อาจฟังดูแล้วเห็นว่าเราไร้ซึ่งความเพียร

แต่ถึงกระนั้นเราก็ไม่ต้องเสี่ยงเสียแรงเฮือกสุดท้ายเพื่อผุดไปเจอเพียง “ความผิดหวัง”

วันจันทร์, กันยายน 7,09

เราอยู่ในนั้น

Filed under: KINGnut — soraris @ 7:45 pm

เริ่มต้นหยิบหนังสือมาอ่านตามใจตัวเองอีกครั้ง หวังปลุกวิญญาณเดิมกลับมาใหม่

 .. เรารู้สึกเหมือนทำมันหายไป

หายไปโดยไม่รู้ตัวสักนิด ว่ามันโบยบินไปนานแค่ไหนแล้ว

และยังพอจะมีหวังจะตามมันกลับมาได้หรือไม่

 

ก่อนหน้านี้ เมื่อเราเริ่มต้นจริงจังพากเพียรเพื่อจุดหมาย

ในระหว่างเส้นทางเดินมุ่งสู่ความฝัน มีบ้างที่หยุดนั่งพักเพื่อร้องไห้ แล้วก็ลุกขึ้นเดินใหม่เป็นเช่นนี้ไปอย่างสม่ำเสมอ สะสมเก็บกดอดกลั้นกับความเหนื่อยล้า

บางครั้งดูเหมือนว่า ความหวังก็เป็นภาระอย่างหนึ่งที่ทำให้ทุกข์ จนอยากจะบอกตัวเองว่า “ลืมมันซะเถอะ”

ก็ไม่วาย ยอมบากหน้าเดินต่อไป

 

แต่ทุกๆก้าวที่เราเดินจากมานั้น ตัวตนเดิมกลับถูกละเลยจนลดลงเรื่อยๆ และแล้วเราค่อยๆกลายเป็นคนอื่น

เราไม่ใช่เราเมื่อหลายเดือนที่แล้ว

แน่นอนว่าความฝันในวันนั้นกับวันนี้ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน

 

รู้ตัวอีกทีก็ใจหาย
.
.
.

 พยายามคุดคุ้ยคลังหนังสือ หวังตามหาตัวตนเดิมจากหน้ากระดาษหลายร้อยหลายพันหน้านั้น
นิ้วกรีดหน้าหนังสือเสียงเสนาะ กลิ่นกระดาษหอมกรุ่น ปลุกความรู้สึกบางอย่าง

กลิ่นนี้มันช่างหอมหวานกว่ากลิ่นหนังสือเรียนเสียจริง

วันอาทิตย์, กันยายน 6,09

หลายชีวิตหนึ่งจุดหมาย

Filed under: KINGnut, สัพเพเหระ — soraris @ 9:58 pm

อาจจะเป็นเพราะวัย หรือเพราะว่าวันเวลาที่หายใจบนโลกนี้มันมากเกินไป

ราวกับทุกวินาทีจะบังเกิดความกังวลขึ้นมาใหม่ ยิ่งเราโตขึ้น เหมือนชีวิตจะเพิ่มความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ 
ชีวิตคนบางทีก็ดูล้นเกิน

มีหลายเรื่องต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม.. เขาต้องรับผิดชอบชีวิตของตัวเอง

——

เราเดินทอดน่อง เข้าไปในซอยบ้านอย่างเนิบช้า รู้สึกเหนื่อยล้ากับการใช้ชีวิต
ใช่.. ชีวิตเรายังไม่สาหัส ถ้าเทียบกับอีกหลายชีวิตบนโลก

แต่ก็ไม่ผิด ที่เราจะขอคิดว่าตัวเอง “เหนื่อย”

บางทีการนำคนอื่นมาเทียบมาตรฐานตัวเองก็ดูเป็นเรื่องงี่เง่าไปหน่อย – ก็มันคนละคนกัน
หรือว่าเขาเป็นอย่างนั้น แล้วเราต้องทำตัวเสมอเขาให้ได้ ?

หากเป็นเช่นนั้น อิสระในชีวิตคงไม่มีจริง เพราะต้องคอยตามตูดคนอื่นอยู่ตลอด เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาแวะชมข้างทางไม่ได้ …เดี๋ยวตามคนข้างหน้าไม่ทัน

วันอังคาร, กรกฎาคม 21,09

Y?

Filed under: KINGnut, สัพเพเหระ — soraris @ 10:24 pm

เราได้ทำการรวมเล่มงานเขียนในบล็อกนี้ บางส่วน ไปรวมกับงานของทิพtoe และอาจมีกวินมาสมทบด้วยอีกคน

ออกมาเป็นหนังสือเล่มบางๆ
ที่ชื่อว่า
Y?

ด้วยฝีมือออกแบบหน้าปกของUNO

คงไม่มีใครซื้อ .. ชอบอ่านฟรีกันทั้งนั้น

แต่ที่แน่ๆ เวลาเห็นออกมาเป็นเล่ม สัมผัสด้วยตาและมือแล้วเรารู้สึกดีใจชะมัด

ถ้าออกมาเป็นรูปเล่มสมบูรณ์แบบเมื่อไหร่ จะเอามาโชว์

วันเสาร์, กรกฎาคม 18,09

ความรู้คืออะไร

Filed under: KINGnut — soraris @ 7:56 pm

ในรถ ซึ่งประกอบด้วยครอบครัวแสงเขียวงามสี่คนและเราผู้ร่วมทาง แม่เจมเกริ่นด้วยการถามว่า จะเรียนอะไร เจมพูดขึ้นมาว่า

“กิ่งณัฐอยากเข้าอักษร”
ก่อนหน้านี้ เมื่อเราบอกใครๆว่าเราอยากเข้าอักษร จะมีแต่คนถามว่า อยากเป็นครูเหรอ เจอคำถามนี้ทีไร เราก็งงว่า เออ.. อย่างงี้จะมีคณะครุศาสตร์ไว้ทำไม
แต่พ่อแม่เจมกลับเข้าใจ เขาถามคำถามที่อินดี้มาก “อยากเป็นนักเขียนหรือ?” นั่นถูกใจเรา แต่ก็ยากที่จะยอมรับออกไปตรงๆ เราได้แต่อึกอัก ไม่กล้าพูด

พี่คริสต์ซึ่งเรียนอยู่บัญชี สถิติ พูดโพล่งขึ้นมาเสียงดังจนเราตกใจว่า เลือกเรียนที่เราชอบก่อนดีกว่าไม๊ ถ้าเราเก่งจริง มันก็มีงานทำอยู่แล้ว จากนั้นก็แนะนำว่าให้คุยกับพี่แก้ว ซึ่งเรียนอยู่อักษรฯ
แม่เจมเลยบอกให้พี่คริสโทรหาพี่แก้วเดี๋ยวนั้นเลย(เกือบๆสองทุ่ม) พี่คริสโทรไป แม้ในตอนแรกจะอิดออดว่ามันจะเกินไปไหม ที่จะโทรในเวลาแบบนี้

ตัวเราเองยังงงๆและตื่นเต้น เรารู้จักพี่แก้วแต่ไม่สนิทกัน เมื่อได้คุย พี่แก้วก็ใจดีมาก ตอบทุกคำถามที่เราสงสัย และตอบอย่างละเอียด เราคุยกับพี่แก้วจนจวนจะถึงปากซอยหน้าบ้าน ต้องขอวางไปก่อน เวลาที่ใช้ในการปรึกษาอาจจะสั้นไปนิด และไม่ถูกเวลาสักเท่าไหร่

 แต่นั่นก็เพิ่มความมั่นใจให้เราว่า “เลือกเถอะ” ในเมื่อมีโอกาสเลือกครั้งเดียวในชีวิต

 —————

 หลังจากเรียนพิเศษวิชาเลขเสร็จ ก็ลงมานั่งคุยกันที่ชั้นล่างของใบลาน(สถาบันกวดวิชาขนาดเล็ก)

เรารู้สึกได้ว่า หลังจากที่เจมส์ได้ฟังพี่คริสพูดเมื่อคืน ก็เริ่มไม่มั่นใจว่า ตัวเองอยากเรียนอะไร ทั้งที่ตอนแรกก็แน่วแน่วิศวะIT

เมื่อมานั่งคุยกับครูโอ๋ ครูบอกว่า ก็เลือกเรียนที่ตัวเองคิดว่าจะอยู่กับมันได้สิ
เราแย้งว่า ตอบยาก เพราะว่าพวกเราอยู่ในวัยที่ไม่มีโอกาสได้รับรู้ว่า ทำงานอย่างนั้น จะเป็นยังไง ตอบไม่ได้ว่าจะชอบมันหรือเปล่า

ครูโจ้ ผู้สอนพิเศษวิชาเคมีและฟิสิกส์ที่ใบลานถามครูโอ๋ขึ้นว่า จริงๆแล้วโอ๋อยากเรียนอะไร  ..และแล้วความจริงก็เปิดเผยว่า ครูโอ๋อยากเรียนนิเทศศาสตร์(ซึ่งเราก็ว่าบุคลิกให้) แต่ว่าสอบได้ทุนเรียนวิทยาศาสตร์ จนกลายมาเป็นครูสอนฟิสิกส์ทุกวันนี้ แม้ว่าสมัยเรียนจะไม่ชอบวิชานี้เอามากๆ

ครูโจ้บอกว่า เหมือนกัน เมื่อก่อนไม่ชอบเคมีเลย ค่อนข้างแอนตี้ … แต่ปัจจุบันกำลังจะเป็นด็อกเตอร์ด้านเคมี

ชีวิตคนเรามีหลายตัวแปรจริงๆ  อย่างนี้จะรีบให้เด็กตอบตัวเองไปทำไม
“โตขึ้นอยากเป็นอะไร” เด็กไทยอย่างเราเจอคำถามนี้ตั้งแต่ประถม เราว่ามันเร็วไปหน่อยที่ให้เด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งคิดหาคำตอบของคำถามนี้

 จากนั้น เจมส์เลยถามว่า แล้วเป็นครูนี่มีความสุขไม๊ ครูโอ๋ตอบ “ก็มีความสุขเวลาอยู่กับพวกแก(นักเรียนทั้งหลาย)นั่นแหละ” (ปลื้ม….~)

 ครูโจ้เหม่อมองป้าย สถาบันสอนพิเศษ “iใบลาน” ถามว่า ทำไมต้องชื่อนี้ ซึ่งนั่นเป็นคำถามที่ใครหลายๆคนอยากรู้ แต่ไม่อยากถาม

ครูโอ๋ตอบ  i = interactive ซึ่งหมายถึง การเรียนที่นี่ไม่ใช่แค่ครูเป็นผู้ให้ฝ่ายเดียว แต่ทั้งครูและนักเรียนต่างมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน หลายๆครั้ง นักเรียนก็ให้บทเรียนบางอย่างกับครู

ส่วนคำว่าใบลาน ครูโอ๋มองว่า เป็นแหล่งรวบรวมความรู้จากชนรุ่นหลัง นั่นก็คือเป็นการระลึกถึงครูบาอาจารย์ก่อนๆที่เคยสั่งสอนและสั่งสมความรู้นี้มา ทำให้เราเป็นอย่างทุกวันนี้  เพราะเริ่มแรกที่ครูโอ๋ตั้งโรงเรียนนี้ขึ้นมาก็คิดถึงครูที่เคยสอนครูโอ๋มาอีกที อยากจะทำให้ได้อย่างที่ครูเคยทำ  เรียกว่า เป็นการระลึกถึงผู้มีพระคุณ ไม่มีเขา ไม่มีเรา

เรื่องที่เก่ากว่า

บลอกที่ WordPress.com .